ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ เล่าถึงพระราชพิธีสำคัญโดยสังเขปและการเตรียมตัวของประชาชนเพื่อถวายความจงรักภักดี

เมื่อพูดถึงพระราชพิธีสำคัญ หรือเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณ ราชประเพณี ศาสนา ประวัติศาสตร์ราชสำนัก เรามักจะได้เห็นศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ บุคคลสำคัญที่ได้รับการยอรับและยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับต้นของเมืองไทย มาร่วมบรรยายถ่ายทอดความรู้ให้เราฟังอยู่เสมอ จวบจนล่าสุด อาจารย์ธงทอง ยังเป็นบุคคลที่ได้รับเชิญให้ร่วมบรรยายในการถ่ายทอดสด พระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรื่อยมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2559-2560 เช่นกัน ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตรงกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อาจารย์ธงทองจึงให้เกียรติช่วยบอกเล่าถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี ของพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อเป็นความรู้โดยสังเขป รวมถึงการแสดงความจงรักภักดี และสิ่งที่ประชาชนควรปฏิบัติในช่วงเวลาสำคัญดังกล่าว

การสวรรคตของพระเจ้าแผ่นดินครั้งแรกในรอบ 70 ปี ของชีวิตคนไทย
สำหรับเหตุการณ์สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เมื่อปีที่ผ่านมาเป็นเหตุการณ์สำคัญของเมืองไทยและประวัติศาสตร์สำคัญของไทย แต่ที่มีความหมายเป็นพิเศษสำหรับคนจำนวนมาก รวมทั้งผมด้วย ก็คือเป็นการสวรรคตของพระเจ้าแผ่นดินครั้งแรกในชีวิตที่เราได้ผ่านเหตุการณ์นั้นมาด้วยกัน เพราะการสวรรคตของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อนหน้านั้นเกิดขึ้นนานกว่า 70 ปีมาแล้ว คนที่อยู่ในเมืองไทยส่วนใหญ่ ไม่เคยได้ผ่านประสบการณ์นั้นมา เพราะฉะนั้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม ปีที่แล้วเป็นต้นมาจนถึงวันนี้ เป็นเรื่องใหม่สำหรับเราทุกคน จริงอยู่ เราอาจจะเคยมีงานพระเมรุ งานพระบรมศพเจ้านายหลายพระองค์ในชั่วชีวิตของเรา เช่น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อปี พ.ศ. 2539 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2551 หรือสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เมื่อปี พ.ศ.2554-2555 ต่อเนื่องกัน แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่งานพระบรมศพของพระเจ้าแผ่นดิน ถึงแม้จะมีพระเมรุที่ท้องสนามหลวงเหมือนกันแต่รายละเอียดของการประดับตกแต่งรายละเอียดของพระบรมราชอิสริยยศก็เป็นที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นรายละเอียดต่างๆของพระราชพิธีที่ทุกวันนี้มีข่าวสารอยู่ในสื่อสาธารณะก็คงเป็นเรื่องที่มีความเป็นพิเศษจริงๆ

ประชาชนกว่า 10 ล้านคนเดินทางมาร่วมถวายบังคมพระบรมศพด้วยความจงรักภักดี
สำหรับผู้คนทั้งหลายที่ไม่ได้มีหน้าที่เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน ถามว่าแล้วมีอะไรที่จะพูดถึง กล่าวถึงกันบ้าง เรื่องแรกคือความรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สิ่งที่ได้เห็นชัดคือ ประชาชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นที่กรุงเทพมหานคร หรือต่างจังหวัด ต่างทยอยกันมาถวายบังคมพระบรมศพที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมที่แล้ว แต่ละวันมีจำนวนเป็นเรือนหมื่น ยิ่งใกล้ถึงวันที่ 5 ตุลาคมปีนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่สำนักพระราชวังกำหนดให้ประชาชนเข้าไปถวายบังคมพระบรมศพได้ จำนวนคนก็เพิ่มมากขึ้น
สองสามวันที่ผ่านมา

มีเพื่อนข้าราชการผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเป็นอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ท่านหนึ่งกับลูกสาว ยังไม่มีโอกาสไปถวายบังคมพระบรมศพพร้อมกัน คุณแม่นั้นอาจจะเคยไปหลายวาระแล้ว เนื่องจากเป็นอดีตข้าราชการผู้ใหญ่ อยู่ในกลุ่ม อยู่ในองค์กรต่างๆ ที่ไปบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ แต่คราวนี้ แม่ ลูก นัดกันไปเข้าแถวกับประชาชนทั้งหลาย ผมเองก็เคยไปในฐานะที่เป็นเจ้าภาพที่ได้รับบรมราชานุญาตให้บำเพ็ญพระราชกุศลถวาย ไปกับสมาคมสาธิตปทุมวัน หรือไปในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ถ่ายทอดการรายงานในพระราชพิธีสำคัญ รวมไปถึงการนัดหมายกับเพื่อนที่เรียนหนังสือด้วยกัน ไปเข้าแถวเหมือนกันกับประชาชนทั้งหลายที่ไปต่อแถวที่ท้องสนามหลวง เรียกว่าแถวยาวเป็นงูเลื้อยไปเชียวล่ะครับกว่าจะไปถึงพระมหาปราสาทได้ การไปถวายบังคมพระบรมศพที่ผ่านมา มีคนไปถวายบังคมประมาณ 10 ล้านคนแล้วเห็นจะได้

รัชกาลที่ 9 คือศูนย์รวมจิตใจที่ยิ่งใหญ่ของปวงชน
แล้วถ้าเราย้อนเหตุการณ์กลับไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ปีที่แล้ว หลังจากสวรรคตแล้ว 1 วัน ก็มีคนประมาณ 500,000 คน ที่ไม่มีโอกาสที่ทราบล่วงหน้าเลยว่าพระองค์ท่านจะสวรรคตวันไหน และไม่มีใครอยากให้มีวันนั้นเกิดขึ้นด้วย ต่างพร้อมใจกันมาอยู่เรียงรายริมเส้นทางที่เชิญพระบรมศพ จากศิริราชพยาบาลไปยังพระบรมมหาราชวัง ในช่วงเวลาบ่ายวันที่ 14 ตุลาคม ผมเองก็ไปอยู่ในบริเวณพื้นที่นั้น กับเพื่อน กับลูกศิษย์ด้วยเช่นกัน เรารู้สึกว่าเราเป็นเหมือนครอบครัวใหญ่ คนที่มานั่งอยู่ด้วยกันที่นั่นมาจากสารพัดทิศ บนพื้นถนนในบ่ายวันที่ 14 ตุลาคม ทุกคนต่างดูแลซึ่งกันและกัน มีน้ำก็แบ่งกันดื่ม ใครเป็นลมก็ช่วยกันปรนนิบัติพัดวี สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้ทำให้เรารู้สึกว่า ความเป็นครอบครัวของคนไทยเรานั้น เป็นครอบครัวที่มีขนาดยิ่งใหญ่มาก ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เหตุผลอื่น เหตุผลเดียวที่มีก็คือ เดชะพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐพระองค์นั้น ที่ร้อยรัดพวกเราอยู่ด้วยกัน เรามีความรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวกันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ วันนี้ถึงแม้พระองค์ไม่ได้อยู่กับเรา ให้เราได้พบ ได้เห็น พระราชกรณียกิจก็ดี พระราชจริยวัตรก็ดี พูดง่ายๆ ว่าคำสอนที่พระองค์บอกเรา ที่ทำให้เราดูเป็นตัวอย่างก็ยังไม่ได้สูญหายไปข้างไหน พระราชโอรส ธิดา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ก็ยังดำรงพระชนม์อยู่ เป็นมิ่งขวัญ เป็นสายใยแห่งความผูกพันของครอบครัวใหญ่อันนี้ เป็นที่เคารพ สักการะของพวกเรา นี่คือเหตุการณ์ที่ผ่านมาในรอบ 1 ปีที่เรารู้สึกว่าเราเป็นพี่น้องกันทั้งหมด เห็นได้ชัดทีเดียว

ประชาชนควรเตรียมตัวอย่างไรกับพระราชพิธีสำคัญในเดือนตุลาคม 2560
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในปลายเดือนตุลาคมนี้ จะเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งของเรา เพราะงานพระบรมศพที่ใช้เวลาเตรียมกันมาเป็นเวลา 1 ปี กำลังจะเกิดขึ้นในปลายเดือนนี้ ผมเองยังพรรณนาไม่ถูกหรอกว่าแต่ละคนที่เป็นคนไทยจะรู้สึกอย่างไร หรือจะมีส่วนปฏิบัติอย่างไร เพราะเราต้องตระหนักและเข้าใจว่าพื้นที่ท้องสนามหลวงนั้นก็มีความสำคัญ ไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะให้คนไทย 60 ล้านคนไปอยู่ในพื้นที่นั้นได้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระกรุณาเป็นพิเศษ โปรดฯให้สร้างพระเมรุมาศจำลองขึ้นในพื้นที่จังหวัดต่างๆ จังหวัดละ 1 แห่ง ในพื้นที่อำเภอเมือง และนอกจากนั้นตามอำเภอต่างๆ ก็จะมีการจัดสร้างซุ้มรับดอกไม้จันทน์ขึ้น

ผมมีเพื่อนในวัยเดียวกันมาถามว่าแล้วเขาจะทำอะไรได้บ้างในวันนั้น ผมบอกว่า วัยเท่าเราจะขวนขวายไปนอนอยู่ใกล้พื้นที่สนามหลวง ค้าง 2-3 วันล่วงหน้า ซึ่งคงจะมีคนทำเช่นนั้น แต่เราอายุเท่านี้ สุขภาพอย่างนี้ไปทำอย่างนั้นอาจจะป่วยไข้ไป ความจงรักภักดีมีอยู่เต็มหัวใจด้วยกันทุกคน แต่ก็ต้องดูความพร้อมของร่างกายของเรา ผมบอกเพื่อนๆ ว่าวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันสำคัญ วันถวายพระเพลิง ตอนเช้าระหว่างเชิญพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทไปยังพระเมรุมาศ เราอาจจะนั่งดูทีวีอยู่ที่บ้านก็ได้ เพราะพิธีเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ แต่จะมีช่วงเวลาตอนบ่ายหลังจากเชิญพระบรมโกศประดิษฐาน ณ พระเมรุมาศแล้ว กว่าจะมีพระราชพิธีอีกครั้งก็เป็นตอนบ่าย ใกล้เย็น ตั้งแต่เที่ยงไปแล้ว จนถึงสักบ่ายสี่โมงเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีงานพระราชพิธีอะไร ผมบอกเพื่อนว่าถ้ามีกำลัง มีความสามารถ ติดตามข่าวสารดูว่ามีซุ้มถวายดอกไม้จันทน์อยู่ที่ไหนบ้าง อย่างน้อยทุกเขต ทุกอำเภอใกล้บ้านท่านก็จะมี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาให้มีจิตอาสาที่รับสมัครมาเพื่อช่วยอำนวยในการจัดแถว จัดระเบียบ ดูแลเรื่องการจราจร การพยาบาล เรามีเวลาเกือบตลอดบ่าย ถ้าหากว่าตั้งใจ เท่านี้ก็เห็นไม่เกินกำลัง ไปถวายดอกไม้จันทน์ถวายเป็นพระราชสักการะในวาระที่สุด

ตกเย็นถ้าหากจะอยู่ในพื้นที่ที่มีการถวายดอกไม้จันทน์เหล่านั้น ผมเข้าใจว่าจะมีการจัดจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ถ่ายทอดเหตุการณ์ ถ้าอยู่ร่วมในพื้นที่นั้นได้ ท่านก็จะได้รับความรู้สึก ได้รับบรรยากาศ ได้มีส่วนร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่ถ้าหากอ่อนแรงแล้ว จะกลับมาพักอยู่กับบ้าน ดูถ่ายทอดก็เป็นทางเลือกอีกทางเลือกหนึ่ง เรื่องนี้ก็แล้วแต่ความพร้อมและความเป็นไปได้ของแต่ละท่าน

เรื่องราวของพระราชพิธีในวันที่ 25-29 ตุลาคม พ.ศ. 2560 โดยสังเขป
งานพระราชพิธีที่จะมีต่อเนื่องกันตั้งแต่วันที่ 25-29 ตุลาคม ก็เป็นพระราชพิธีที่จัดเต็มรูปแบบ วันแรกคือวันที่ 25 นั้นเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ คือการบำเพ็ญพระราชกุศลครั้งใหญ่ ครั้งสำคัญก่อนที่จะถวายพระเพลิง เป็นงานตอนเย็นในวันที่ 25 ในพระบรมมหาราชวัง ตามธรรมเนียมการบำเพ็ญพระราชกุศล มีสวดมนต์ สดับปกรณ์ พระธรรมเทศนา วันรุ่งขึ้น เช้าวันที่ 26 ซึ่งเป็นวันสำคัญที่สุดนั้น เชิญพระบรมโกศออกจากพระบรมมหาราชวัง แล้วก็มาตั้งริ้วขบวนที่เป็นขบวนใหญ่อยู่หน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เชิญพระบรมโกศขึ้นประดิษฐานบนพระมหาพิชัยราชรถไปที่ท้องสนามหลวง เมื่อถึงท้องสนามหลวงแล้วก็จะมีการเชิญพระบรมโกศนั้นเวียนพระเมรุมาศ 3 รอบ ครั้งนี้ใช้ราชรถปืนใหญ่ซึ่งเป็นแบบธรรมเนียมที่พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6 ตั้งเป็นธรรมเนียมไว้ว่าเวลาที่เวียนเมรุมาศนั้นให้ใช้ราชรถปืนใหญ่เพราะทรงเป็นทหาร พระมหากษัตริย์ของเรานั้นทรงเป็นจอมทัพไทย เพราะฉะนั้นก็ทรงมีพระเกียรติยศที่ทรงเป็นประมุขของทหารทั้งหลาย การเวียนพระเมรุมาศด้วยราชรถปืนใหญ่ก็เป็นธรรมเนียมที่ใช้มาหลายรัชกาลแล้ว ในวันที่ 26 ตอนบ่ายจะมีการถวายพระเพลิงแบบที่เป็นพิธีที่สามัญชนเราเรียกกันว่าเผาหลอก และตอนค่ำก็จะเป็นการถวายพระเพลิงจริง ครั้งนี้เราได้ยินข่าวว่ามีประมุขของต่างประเทศหรือผู้แทนระดับสูงหลายประเทศที่จะเดินทางเข้ามาร่วมพระราชพิธีในครั้งนี้ด้วย

ส่วนวันที่ 27 ตอนรุ่งเช้าจะมีงานเก็บพระบรมอัฐิ มีพระภิกษุไปรับพระราชทานฉันภัตตาหาร 3 หาบ นี่เป็นงานเก็บพระบรมอัฐิ แล้วแห่เชิญพระบรมอัฐิ และพระบรมราชสรีรังคารกลับเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง พระบรมอัฐินั้นเชิญไปประดิษฐานพักไว้ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ส่วนพระบรมราชสรีรังคารไปพักไว้ที่พระศรีรัตนเจดีย์ ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้ว เพราะฉะนั้นวันที่ 27 พิธีการก็คงจะไม่ยาวนัก น่าจะจบที่ 10.00-11.00 น. วันที่ 28 เป็นวันบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระบรมอัฐิ ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วๆ ไป หลังจากผู้เป็นที่รักวายชนม์ไปแล้ว ฌาปนกิจไปแล้วก็จะมีการทำบุญกระดูก เรียกอย่างนั้นก็แล้วกัน นี่ก็เป็นงานบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระบรมอัฐิ งานจะมีวันที่ 28 ตอนเย็นแล้วก็เนื่องไปจนถึงวันที่ 29 ตอนเช้า พระภิกษุที่มางานตั้งแต่วันที่ 28 ตอนเย็นรับพระราชทานอาหารเพลในวันที่ 29 เสร็จเรียบร้อยแล้วเชิญพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐานบนหอพระบรมอัฐิที่ชั้น 3 พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

วันที่ 29 ในตอนบ่ายใกล้เย็น จะเชิญพระบรมราชสรีรังคารที่พักอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามตั้งแต่วันก่อน ไปประดิษฐานหรือบรรจุที่ใต้ฐานพุทธบัลลังก์ของพระประธานในวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามและวัดบวรนิเวศวิหาร สองวัดต่อเนื่องกัน ริ้วขบวนในวันที่ 29 เป็นขบวนรถยนต์ มีทหารม้านำและตาม

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦
ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่
♥ Website : www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : twitter.com/okthailand

Comments

comments