ชวนชิมฝีมือทายาทเชฟโซบะที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น… อร่อยอย่างกับรายการทีวีแชมป์เปี้ยน!

[unable to retrieve full-text content]

รีวิวเมนูใหม่ จากห้องลับโจรสลัด “Pirate Chambre” ร้านอาหาร 2 สไตล์ ใน 1 เดียว

จากความตั้งใจที่จะรวบรวมสูตรอาหารทั่วโลก สู่รูปแบบการนำเสนอเมนูแนวใหม่ โดยวิสัยทัศน์ของ คุณกอล์ฟ – ณชนก รัตนทารส หรือที่รู้จักกันในนามเชฟ “Pirate G” ผู้คร่ำหวอดในธุรกิจอาหารมากว่า 2 ทศวรรษ ห้องลับโจรสลัด “Pirate Chambre” จึงเป็นอีกหนึ่งร้านอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะด้วยจุดแข็งด้านเมนูอาหาร ทั้งเมนูอาหารไทย และเมนู crossed culture สไตล์อิตาเลี่ยน – ญี่ปุ่น ไปจนถึงการตกแต่งร้านที่ชวนน่าค้นหา กับสไตล์อินดัสเทรียลผสมความดิบของผิวเหล็กสีดำและไม้สีเข้ม ประดับไฟและขวดแก้วนานาชนิด

โดยสำหรับ “Pirate Chambre” เป็นร้านที่เสิร์ฟอาหาร 2 ช่วงเวลา ได้แก่ มื้อกลางวันและมื้อค่ำ ซึ่งจะมีเมนูแตกต่างกัน รวมถึงภาชนะที่ใช้และยูนิฟอร์มพนักงานด้วย ในส่วนของมื้อกลางวัน จะเป็นการนำเสนออาหารไทยและอีสานสุดพิถีพิถัน ต่างจากมื้อค่ำที่จะเป็นการนำเสนอดินเนอร์สุดหรู ที่จะทำให้เราอิ่มเอมทั้ง อาหาร ไวน์ชั้นดี ตลอดจนความบันเทิงครบรส

ทั้งนี้ คุณกอล์ฟ – ณชนก และ อ.บอย – ธิติกร ทวิภักดิ์ ได้ร่วมกันคิดค้นเมนูใหม่และเปิดตัวเมนู “HIDDEN TREASURE OF PIRATE CHAMBRE” เป็นอีกขุมทรัพย์ของห้องโจรสลัด ให้นัดล่าความอร่อยได้มาค้นหา ซึ่งวันนี้ OK! Magazine ของเราจะพาทุกท่านมาเปิดคลังขุมทรัพย์ใหม่ กับเมนูอาหารทั้ง 13 เมนูนี้กัน…

1. Orange and Prosciutto with Aged Goat Cheese Salad (320 บาท)

เริ่มต้นกันที่ออร์เดิร์ฟเพื่อสุขภาพอย่าง “สลัดส้ม” ที่มอบความสดชื่นจากผักผลไม้ ทั้ง ส้ม ทับทิม กระหล่ำม่วง และผักร็อกเก็ต ราดด้วยน้ำสลัดแบบ lemon dressing และ balsamic redusion

2. Tuna Ceviched Avocado Mango and Caviar, Baked Nacho Cheese (460 บาท)

“ทูน่าเซวิเซ่” ที่ผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นเข้ากับอเมริกาใต้ ด้วยการประยุกต์ชิ้นทูน่าดิบพาดีคำกับ Ceviche (เซวิเซ่) ของเรื่องชื่อของอเมริกาใต้ เพิ่มความเผ็ดร้อนพอเป็นกระษัยด้วยพริกขี้หนู ตามด้วยรสชาติของอะโวคาโด มะม่วงสุก และไข่ปลาคาเวียร์ ทานคู่กับแป้งนาโชส์กรุบกรอบ เคี้ยวมัน เข้ากันดี

3. Beijing Duck Spring Rolls (280 บาท)

“ปอเปี๊ยะเป็ดปักกิ่ง” ด้วยแผ่นแป้งโพลีบางๆ ห่อหุ้มเป็ดปักกิ่งฉีกฝอยนุ่มๆ แน่นๆ ที่ผัดคู่กับเห็ดหอม แห้ว และชีส ราดซอสสูตรพิเศษ ทานแกล้มกับเครื่องเคียงอย่างพริกดองเผ็ดๆ เปรี้ยวๆ ที่ตัดกัน ช่วยเพิ่มรสชาติให้เมนูนี้น่าสนใจไปใหญ่

4. Worcestershire marinated Medium Flank Steak Sliced (380 บาท)

สเต็กเนื้อวัวส่วนท้องนุ่มๆ ไร้กระดูก หมักกับวูสเตอร์ซอส ซอสเปรี้ยวที่มาจากซีอิ๊วถั่วเหลืองผสมกับน้ำส้มสายชูและเครื่องเทศต่างๆ ให้รสเปรี้ยวนุ่มนวล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทานคู่กับซอสรสเด็ดที่มีชื่อว่า Chimichurri (ชิมิชูรี) ยิ่งช่วยเพิ่มรสชาติจัดจ้าน ให้แซ่บสไตล์อเมริกาใต้กันได้เลย

6. Big Show (580 บาท)

ชุดขนมจีบที่ผสมผสานวัตถุดิบหลากหลายแต่ลงตัว มีทั้ง ขนมจีบไส้ฟัวกราซอส XO, ไส้เนื้อนึ่งกับเห็ดพอร์ชินี่, ไส้กุ้งและหมูโรยไข่ปลาคาเวียร์, ไส้กุ้งและปู ปิดท้ายด้วยขนมจีบไส้กุ้งและไส้กรอกโชริโซในซอส XO ที่ช่วยให้คำจำกัดความอร่อยของ “ขนมจีบ” ของเรากว้างขึ้นไปอีก

7. Bouillabaisse Shrimp, Foie Gras and Cheese Wonton (280 บาท)

“ซุปบุยยาเบส” ซุปทะเลทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ตัวน้ำซุปใช้เปลือกกุ้ง หัวกุ้ง และหอยลาย นำมาเคี่ยวกับน้ำสต๊อกปลา ทำให้ได้รสชาติหวานมัน กลมกล่อม ทานคู่กับเกี๊ยวกุ้งผสมชีสและฟัวกรา ถือเป็นผสมผสานระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออกที่ลงตัวอย่างไม่ต้องอธิบาย

8. Steamed Man Tou Pork Burger with Cheese and crispy Pancetta (280 บาท) และ Deep-fried Man Tou Pork Burger with Cheese and Crispy Pancetta ans Armagnac Mustard (280 บาท)

เบอร์เกอร์หมูทอดและเบอร์เกอร์หมูนึ่งรูปแบบใหม่ ที่เลือกใช้แป้งหมั่นโถวแทนแป้งขนมปัง เลือกได้ทั้งแบบนึ่งและแบบทอด หรือจะเลือกเป็นเนื้อแทนก็ได้ มีการสอดไส้ด้วยอิตาเลียนเบคอนกรอบ (แพนเชตตา) ชิ้นเนื้อเบอร์เกอร์หมักกับซอสสูตรทางร้าน เพิ่มรสด้วยซอสอาร์มาแน็กซ์ มัสตาร์ด ให้ทั้งรสชาติและรสสัมผัสที่ลงตัว เต็มคำ

9. Unagi Risotto (480 บาท)

ถึงเวลาของอาหารจานหลัก กับเมนูรีซอตโต ที่ได้จากข้าวผสมแซฟฟร่อน ปรุงด้วยซอสสูตรพิเศษจากสาหร่ายญี่ปุ่น 3 ชนิด คือ คอมบุ วากาเมะ และนิชิกิ ทานคู่กับสาหร่ายโนริทอดกรอบ และโรยหน้าด้วยไข่ปลาแซลมอน ให้รสชาติเข้มข้น

10. Spaghetti Roasted Chicken (340 บาท)

สปาเกตตี้รสจัดจ้านแบบไทยๆ (ย้ำว่าจัดจ้าน) ผัดกับกระเทียม พริกแห้ง และน้ำจิ้มแจ่ว ทานคู่กับไก่ย่างสูตรโบราณ ส่วนเนื้อติดสะโพก ให้ความลงตัวแบบถึงพริกถึงเครื่อง

11. Spicy River Prawn with Three Cheese (520 บาท)

กุ้งแม่น้ำไซซ์พิเศษผัดด้วยเครื่องผัดฉ่ากับมอสเซอเรลล่าชีส เชดดาชีส และพาร์เมซานชีส และนำไปอบด้วยชีสทั้ง 3 อีกครั้ง เป็นเมนูที่ให้รสชาตินุ่มนวล ท่ามกลางความเผ็ดร้อนเบาๆ สไตล์ไทยๆ ของเครื่องผัดฉ่า

12. Grilled Japan Sweet Potato with Young Cocont Ice Cream Pistachio (245 บาท)

ล้างปากกันที่ของหวานอย่าง มาชเมลโล่ห่อไอศครีมหลากรสชาติ เคลือบด้วยช็อคโกแลตเข้มข้น ให้สัมผัสนุ่มลิ้นและหวานอร่อยลงตัว เข้ากันเป็นอย่างดี

13. S’mores Ice Cream (265 บาท)

ปิดท้ายกันที่ มันญี่ปุ่น เสิร์ฟพร้อมไอศครีมมะพร้าวหอมกะทิ  หวาน มัน โรยด้วยถั่วพิสตาชิโอ ทานพร้อมกับวิปครีม ถือเป็นเมนูของหวานที่ผสนผสานได้อย่างสร้างสรรค์มากๆ

แล้วมาค้นหาความอร่อยจากทุกมุมโลกกับสูตรเมนูอันเป็นเอกลักษณ์ของห้องลับโจรสลัดกันได้ ที่ร้าน Pirate Chambre ชั้น 3 อาคารมณียา เพลินจิต เปิดบริการตั้งแต่เวลา 11.00 – 15.00 น. และ 17.00 – 24.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-252-5131

Facebook :  https://www.facebook.com/piratechambre/

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่…

♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com/
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

หรูกว่านี้มีอีกไหม! OK! พาชิมกะเพรากุ้งมังกรและผัดไทยปูนิ่มอร่อยราคาดีที่ TWG Tea

ฉลองครบรอบ 5 ปี ทั้งทีต้องไม่ธรรมดา TWG Tea จึงเตรียมความพิเศษไว้มากมายเริ่มตั้งแต่การปรับโฉมครั้งใหญ่ของ TWG Tea Salon ที่ดิ เอ็มโพเรียม พร้อมเปิดตัวเมนูใหม่รสชาติไทย Thai inspire dish 9 เมนู ความหรูหรากับรสชาติที่คุ้นเคย และที่ขาดไม่ได้ทุกเมนูมีส่วนผสมของชาอยู่ในนั้นด้วย

กะเพรากุ้งมังกร TWG

ไฮไลท์ต้องยกให้เป็น 3 เมนูเด่นเริ่มกันตั้งแต่ผัดไทยปูนิ่ม ปรุงรสด้วยซอสผัดไทยผสม ชาคาราเมลแต่งด้วยปูนิ่มทอดกรอบ

กะเพรากุ้งมังกร TWG

ผัดกะเพราล็อบสเตอร์ เนื้อล็อบสเตอร์ผัดกับใบกะเพรา รสจัดจ้านผสานกับความหอมของชาแบล็คเนคทาร์ เสิร์ฟพร้อมข้าวข้าวไรซ์เบอร์รี่หุงกับชาเรดจัสมิน และไข่ดาวทอดกรอบ

กะเพรากุ้งมังกร TWG

เกี๊ยวน้ำทะเลครัสเตเชียน เกี๊ยวน้ำซีฟู้ดสอดไส้ล็อบสเตอร์ ปู กุ้ง ในซุปน้ำชาอิมพีเรียลอู่หลง โรยด้วยน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิลกลิ่นหอมเตะจมูก

กะเพรากุ้งมังกร TWG

นอกจากนี้ยังมี ยำส้มโอทับทิม, พล่าปลาแซลมอนรมควัน, ปลาหิมะราดพริก และก๋วยเตี๋ยวเนื้อวากิว หรือจะลอง ทีดับเบิลยูจี ที ไทย แพลตเตอร์ให้ชิมได้หลายอย่างถึง 6 เมนู ได้แก่ ยำส้มโอกับทับทิม, ยำแซลมอนรมควัน เนื้อแดดเดียว, ยำไก่สับผสมชา, ปอเปี๊ยะไส้เนื้อปูผัดกับวุ้นเส้นและผัก, ราดซอสมะขามผสมชา, สะเต๊ะเนื้อวากิว ไก่ กุ้ง และจะให้ดีควรสั่ง Anniversary Tea ชาในรูปแบบม๊อคเทลที่แรงบันดาลใจมาจากผลไม้ชื่อดังของไทยอย่างมังคุด ก็จะทำให้เป็นมื้อที่สมบูรณ์แบบ

ทีดับเบิลยูจี ที ซาลอน แอนด์ บูติค สาขา ดิ เอ็มโพเรียม ราคมอยู่ที่ 500-1,000++ บาท  โทร. 0-2259-9510

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com/
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

เอาใจสายมุ้งมิ้ง! บุกปราสาทน้องหมี ‘Teddy Castle’ กับเมนูอร่อยสุดแฟนซี

หากใครผ่านมาย่านทองหล่อ ซ.5 จะเห็นบ้านทรงปราสาทยุโรปหลังเล็กๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้สีเขียว นั่นคือร้านอาหาร ‘Teddy Castle’ ที่มีนางเอกสาวชื่อดังแพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ เป็นหุ้นส่วน ซิกเนเจอร์ของร้านนี้คือเหล่าบรรดาน้องหมีเท็ดดี้ที่ยกขบวนกันมาอวดความน่ารักให้แขกผู้มาเยือนใจละลายกันถ้วนหน้า ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ดึงดูดเราให้เข้าไปเยี่ยมชมปราสาทแห่งนี้ แต่ขอบอกก่อนว่าน้องหมีพวกนี้ไม่ได้เอาไว้ตั้งโชว์เฉยๆ แต่มีกิจกรรมสนุกๆ ให้ทำกันด้วยนะ ไปติดตามชมกันได้เลย

ตุ๊กตาหมีเท็ดดี้ที่ถูกนำมาตกแต่งเรียงรายอยู่เต็มร้าน เห็นแล้วรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

เมื่อเข้ามาภายในร้าน เราก็จะเจอกับพื้นที่ ‘Dressing Room’ ที่มีพรอพต่างๆ ให้เลือกแต่งองค์ทรงเครื่องกัน มีทั้งมงกุฎเจ้าหญิงและเจ้าชาย, คทาวิเศษ, ผ้าคลุม, หน้ากากอัศวิน, โล่, ดาบ ฯลฯ ลองแต่งตามใจชอบ ย้อนวัยกันนิด แล้วอัพรูปลงโซเชียล รับรองว่าอาหารมื้อนี้จะมีสีสันมากขึ้นอีกแน่นอน

มาถึงโซนแรกของร้านคือ ‘Teddy House Shop’ ที่มีน้องหมีเท็ดดี้วางเรียงรายกันเต็มไปหมดให้เราเลือกช็อปตัวที่ชอบกลับไปนอนกอดที่บ้านได้เลย OK! แอบกระซิบว่ามีบางตัวที่เป็นลิมิเต็ดด้วย เช่น หมีเท็ดดี้ที่ทำจากขนแกะแองโกล่า ย้อมสีธรรมชาติ แต่ละแบบมีแค่ตัวเดียวในโลกเท่านั้น และเมื่อแหงนหน้ามองด้านบนก็จะเห็นขวดใสๆ ที่มีตุ๊กตาหมีตัวเล็กๆ อยู่ด้านใน ห้อยไว้ตามเพดานอย่างละลานตา นั่นคือโซนที่ 2 ที่มีชื่อว่า ‘ป่าแห่งคำอธิษฐาน’ โดยเราสามารถเขียนคำอธิษฐานลงในกระดาษใบเล็กๆ แล้วใส่ลงไปในขวดแก้ว พร้อมทั้งนำตุ๊กตาหมีที่อยู่ในนั้นกลับบ้านไปได้เลย

ป่าแห่งคำอธิษฐาน พร้อมมุมชิงช้าเถาวัลย์ให้นั่งถ่ายรูปกันสวยๆ

มาถึงบริเวณกลางร้าน นั่นก็คือ ‘โซนคาเฟ่’ ที่ให้เราเลือกนั่งได้ตามใจชอบ ในส่วนของอาหารก็หน้าตาน่ารัก มีลูกเล่นไม่แพ้กับบรรยากาศร้านเลยทีเดียว แถมยังรสชาติอร่อยอีกด้วย เริ่มกันที่ Bear Burger ซึ่งมีให้เลือกระหว่างไก่กับเนื้อ เสิร์ฟคู่กับเฟรนช์ฟรายด์ร้อนๆ กรอบนอกนุ่มใน

ของหวานก็ไม่น้อยหน้า จานนี้คือ Bear Bake-Choc Filling แพนเค้กสไตล์ญี่ปุ่น แป้งนุ่มละลายในปากเลยทีเดียว กินคู่กับ XXL Hot Choc นมร้อนเสิร์ฟพร้อมช็อกโกแลตแท่ง เมื่อจะดื่มก็นำแท่งนี้ลงไปคนในแก้วจนได้ระดับความเข้มข้นของช็อกโกแลตตามต้องการ ก่อนจะปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มเย็นชื่นใจอย่าง Magic Drink ที่เสิร์ฟมาในขวดเล็กๆ น่ารัก มีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Green (แอปเปิลและมินต์), Gold (ชากุหลาบ) และ Pink (สตรอว์เบอร์รี่และลิ้นจี่) ซึ่งหากนำขวดนี้ยกขึ้นไปส่องกับแสงไฟ จะเห็นผงทองคำสีสันสวยงามด้วยนะ

พออิ่มท้องแล้ว ก็นั่งย่อยสักพักแล้วเดินสำรวจร้านกันต่อ บริเวณด้านหลังร้านคือ ‘โซน Workshop’ ที่ให้ทุกคนออกแบบบ้านน้องหมีได้ตามใจชอบ เสร็จแล้วนำผลงานกลับบ้านไปเป็นที่ระลึกได้เลย โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำในการออกแบบและตกแต่ง

รับไปเลย! พวงกุญแจตุ๊กตาหมีสุดน่ารักจาก Teddy Castle จำนวน 5 รางวัล (รางวัลละ 1 ตัว) เพียงตอบคำถามว่าเครื่องดื่ม Magic Drink ที่ OK! ได้ลองชิม มีทั้งหมดกี่สี และแต่ละสีมีส่วนผสมอะไรบ้าง ร่วมสนุกได้ที่เฟซบุ๊กของ OK! Magazine Thailand ได้ตั้งแต่วันนี้-12 ส.ค. เวลา 12.00 น.

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com/
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

สายแข็งต้องลอง! ‘ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ’ ค็อกเทลเหล้ารัมสุดพิเศษตำรับไทยโบราณ

เป็นเมนูที่สายดื่มห้ามพลาด เมื่อ ‘ณิกษ์ อนุมานราชธน’ มิกโซโลจิสต์ชื่อดังของเมืองไทย ครีเอตเครื่องดื่มจากเหล้าซูเปอร์พรีเมียมรัม ‘PHRAYA’ Gold Rum (พระยา โกลด์รัม) โดยได้แรงบันดาลใจจากธาตุทั้ง 4 อย่างดิน-น้ำ-ลม-ไฟ ภายใต้ธีม ‘สี่พระยา’ ซึ่งคุณจะได้จิบค็อกเทลชิลล์ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่คลอด้วยเสียงเพลงไทยเดิม และการตกแต่งร้านแบบไทยๆ ที่ร้านเทพบาร์ บาร์สุดเก๋สไตล์ไทยๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในย่านเก่าอย่างเจริญกรุง

การลิ้มลองเครื่องดื่ม 4 แก้วนี้บอกเลยว่าคุณณิกษ์คิดมาเป็นอย่างดี โดยจะให้เริ่มต้นที่ ‘น้ำ’ ซึ่งมีความเบาที่สุด ก่อนจะไต่ระดับความเข้มข้นขึ้นไปที่ ‘ลม’ ต่อด้วย ‘ดิน’ ก่อนจะปิดท้ายด้วย ‘ไฟ’ ที่มีความร้อนแรงที่สุดถึงขั้นออนเดอะร็อกกันเลยทีเดียว

1.’น้ำ’-เจ้าพระยา

เริ่มจิบแก้วแรกเบาๆ ก่อนกับค็อกเทลที่มีชื่อว่า ‘เจ้าพระยา’ ที่มาในคอนเซ็ปต์ของธาตุน้ำ แก้วนี้เกิดจากการเลือกใช้มะนาว น้ำผึ้ง และขิง มาผสมผสานกับ PHRAYA อย่างลงตัว จนได้เป็นค็อกเทลที่มีรสชาติค่อนข้างเผ็ดร้อน สะท้อนความชื่นชอบในรสชาติที่จัดจ้านของคนไทย

2.’ลม’-พระยาวายุ

ความพิเศษของค็อกเทลสูตรนี้คือการนำผลไม้เมืองร้อนที่ให้รสชาติหวานหอมเฉพาะตัวอย่าง ‘เสาวรส’ มาผสมกับ PHRAYA และน้ำมะนาวสด ทำให้ได้รสชาติที่สดชื่นในแบบฟรุตตี้ ก่อนจะเพิ่มกิมมิกด้วยการใช้น้ำตาลทรายแดงโปรยไว้ด้านหนึ่งของแก้วเพื่อเพิ่มเท็กเจอร์ และเพิ่มความหวานกลมกล่อมให้กับค็อกเทลแก้วนี้มากขึ้น

3.’ดิน’-พระยาบรรพต

คำจำกัดความของเมนูนี้คือ ‘คลาสสิค’ โดยนำ Aged Rum สัญชาติไทยแท้อย่าง PHRAYA มาผสมผสานกับเหล้าบิตเตอร์ (Aromatic Bitter) สวีทเวอร์มุท (Sweet Vermouth) และทริปเปิลเซค (Triple Sec) เสริมความลงตัวด้วยโฮมเมดกรีนาดีน (Grenadine) และผิวส้มซันคิสต์ จึงได้เป็นค็อกเทลที่มีความเป็น ‘อีสต์ มีท เวสต์’ (East meets West) หรือการมาบรรจบกันของวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก

4.’ไฟ’-พระยาอัคคี

มาถึงแก้วที่ร้อนแรงที่สุดของ ‘สี่พระยา’ นั่นก็คือ ‘ไฟ’ เครื่องดื่มแก้วนี้เรียกได้ว่าเป็นซิกเนเจอร์เสิร์ฟ เพราะคุณจะได้ลิ้มรสชาติเฉพาะตัวของ PHRAYA แบบเข้มๆ อย่างชัดเจน ซึ่งโดยปกติแล้วจะนิยมดื่มแบบ Neat หรือ On the Rock

หากคุณคือสายดื่มตัวจริง ต้องห้ามพลาดค็อกเทลสูตรไทยโบราณที่มาพร้อมซูเปอร์พรีเมียมโกลด์รัม ‘PHRAYA’ ลิ้มลองได้ที่ร้านเทพบาร์ ตั้งแต่วันนี้-ธันวาคม 2560 เท่านั้น ติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่โทร. 09-8467-2944 และนอกจากนี้ใครที่กำลังมองหาซูเปอร์พรีเมี่ยมรัมของไทย อย่าง PHRAYA สามารถซื้อได้ที่ร้านในราคาขวดละ 1,850 บาท

งานเปิดตัวค็อกเทลจากซูเปอร์พรีเมียมรัมสัญชาติไทย PHRAYA ที่มาในธีม ‘สี่พระยา’ ที่ร้านเทพบาร์ ย่านถนนเจริญกรุง โดยมีเซเลบชื่อดังอย่างกฤษดา สุโกศล แคลปป์ (น้อย วงพรู), จอร์จ-ธาดา วาริช และลูกเกด-จิรดา โยฮารา มาร่วมงาน


✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อต้องกินอาหารในความมืด! ที่ ‘DID-Dine in the Dark’

หลายคนคงจะเคยได้ยินชื่อ ‘Dine in the Dark’ ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์รับประทานอาหารในความมืดสนิท และนำทางพร้อมทั้งเสิร์ฟอาหารโดยผู้ที่มีข้อจำกัดทางด้านการมองเห็น วันนี้ OK! มีโอกาสได้ไปสัมผัสประสบการณ์ดินเนอร์นี้และจะขอรีวิวให้ทุกคนดูกันว่าห้องอาหารที่อยู่ท่ามกลางความมืดนี้มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

เกริ่นกันสักหน่อยว่า DID-Dine in the Dark เริ่มต้นที่เมืองซูริค ในปี ค.ศ. 1999 โดยชายชาวสวิสที่มีข้อจำกัดทางด้านการมองเห็น เขาได้เชิญเพื่อนที่มีสายตาปกติมารับประทานอาหารในห้องที่มืดสนิท กลายเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่สนุกและตื่นเต้น ซึ่งในปีเดียวกันนั้นคอนเซ็ปต์ DID-Dine in the Dark ก็ได้แผ่ขยายไปตามร้านอาหารต่างๆ ทั้งในเยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ ฯลฯ

ส่วนที่กรุงเทพฯ บาร์สุ (Barsu) ที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท คือสถานที่ที่เสิร์ฟประสบการณ์แปลกใหม่ของ DID-Dine in the Dark ในวันอังคาร-วันเสาร์ เวลา 18.30 น. เป็นตันไป โดยมื้อนี้จะเริ่มต้นด้วยการเลือกอาหารที่มีให้เลือก 4 แบบนั่นคือเมนูเอเชีย เมนูตะวันตก เมนูมังสวิรัติ และเมนูเซอร์ไพรส์ สักพักไกด์ซึ่งก็คือผู้ที่มีข้อจำกัดทางด้านการมองเห็นจะนำคุณเข้าสู่ห้องที่มืดสนิท แรกๆ อาจจะรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย แต่เมื่อผ่านไปสักพักจะรู้สึกตื่นเต้นจนกลายเป็นความสนุก จากนั้นไกด์จะแนะนำว่ามีด ช้อน ส้อมวางอยู่ตรงจุดไหน แล้วอาหารจานแรกก็ถูกนำมาเสิร์ฟเป็นจานเรียกน้ำย่อยให้ลองเดาดูว่าสิ่งที่อยู่ในจานนั้นคืออะไร ตามมาด้วยซุปที่เสิร์ฟมาในขวด ซึ่งต้องใช้ความสามารถในการลองเทซุปนั้นให้ลงไปอยู่ในชามอยู่มากพอสมควร จากนั้นก็คือเมนคอร์ส ส่วนจะเป็นอะไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับเมนูแต่ละแบบที่สั่ง มาถึงตรงนี้เชื่อแน่ว่าหลายคนอดใจไม่ไหวที่จะต้องเอามือลองไปจับเพราะอยากรู้ว่ามันคืออะไร ปิดท้ายที่ของหวาน ซึ่งเมื่อรับประทานเสร็จแล้วเจ้าหน้าที่จะนำภาพเมนูที่เราเพิ่งรับประทานมาเฉลยให้ในตอนท้าย

แน่นอนว่ารสชาติอาหารของโรงแรมระดับ 5 อย่างเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ต้องอร่อยอยู่แล้ว แต่ที่มากไปกว่านั้นคือประสบการณ์ที่คุณจะได้ลองใช้ประสาทสัมผัสอื่นนอกจากสายตาในการลิ้มลองอาหาร และการเข้าใจความรู้สึกของผู้ที่มีข้อจำกัดทางด้านการมองเห็น ที่สำคัญบรรยากาศการรับประทานอาหารในห้อง DID-Dine in the Dark จะเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ เพราะอย่างน้อยๆ เราก็อดไม่ได้ที่จะถามไถ่คนที่ไปด้วยกันว่าอาหารในจานของเขาเป็นอย่างไร หากคุณต้องการมื้อค่ำที่แปลกใหม่ DID-Dine in the Dark ที่บาร์สุ โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท คือคำตอบที่เราขอแนะนำ

DID-Dine in the Dark เปิดบริการที่บาร์สุ ชั้น G โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท เปิดให้บริการตั้งแต่วันอังคาร-วันเสาร์ เวลา 18.30 น. เป็นตันไป (รับออเดอร์สุดท้ายเวลา 21.30 น.) โทร. 0-2649-8358 ในราคา 1,450 บาท++ ต่อท่าน (สำหรับอาหารเท่านั้น) และโรงแรมจะบริจาค 50 บาทต่อ 1 ที่นั่งให้กับมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

‘โรงแรมดุสิตธานี’ ส่งท้ายปิดปรับปรุง ใจดีเชิญคู่รักที่เคยแต่งงานดินเนอร์ฟรี!

หลังจากที่เปิดให้บริการมายาวนานกว่า 48 ปี ล่าสุดโรงแรม 5 ดาวชื่อดังอย่างดุสิตธานี ก็กำลังจะปิดปรับปรุงเพื่อแปลงโฉมใหม่ให้ไฉไลตระการตากว่าเดิม โดยจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสม ที่กำลังจะเปิดตัวในปี 2565

และเพื่อเป็นการส่งท้ายก่อนที่จะปิดปรับปรุงดังกล่าว ทางโรงแรมก็มีแคมเปญสุดเก๋ด้วยการมอบบัตรกำนัลรับประทานอาหารชุดพิเศษฟรี (เซตเมนู 3 คอร์ส สำหรับมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำ) ให้แก่คู่รักทุกคู่ที่เคยจัดงานแต่งงานที่โรงแรมนี้ นับตั้งแต่โรงแรมเปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ. 2513 จนถึงปัจจุบัน ด้วยกติกาง่ายๆ เพียงแสดงภาพแต่งงานเพื่อรับสิทธิ นอกจากนี้ก็ยังจะได้รับหนังสือวิธีการปรุงอาหารไทยของดุสิต ‘Thai Way of Life: The Dusit Cookbook’ พร้อมทั้งส่วนลดพิเศษอีก 27% เพื่อใช้เป็นส่วนลดค่าอาหารในโรงแรมอีกด้วย เริ่มตั้งแต่วันนี้ จนถึง 15 เมษายน 2561

นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองห้องพักผ่าน www.dusit.com ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 จะได้รับราคาที่ดีที่สุดของ ‘ดุสิตเบสท์เรท’ เป็นการการันตี และยังได้รับการอัพเกรดห้องพักเป็นระดับถัดไป (ขึ้นอยู่กับจำนวนห้องพักที่ว่าง) เป็นอภินันทนาการ พร้อมเข้าเช็กอินได้แต่ 06.00 น. และสามารถเช็กเอาต์ได้จนถึงเวลา 18.00 น. แถมยังใจดีสุดๆ! ด้วยการมอบตั๋วรถไฟฟ้าบีทีเอสท่านละ 1 ใบต่อวันอีกด้งบ

และสำหรับผู้ที่จองห้องพักแบบซูพีเรีย ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2560 เพื่อเข้าพักภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 จะได้รับการอัพเกรดเป็นห้องพักแบบดุสิตรูม (เอ็กเซ็กคูทีฟ สวีท ที่มีห้องนั่งเล่นแยกเป็นสัดเป็นส่วน ขนาด 60 ตรม.) ในราคาพิเศษเพียง 4,800 บาท++ต่อคืน รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน ดูรายละเอียดแคมเปญดีๆ ทั้งหมดนี้ได้ที่ https://www.dusit.com/48anniversary หรือโทร. 0-2200-9999

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com/
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments