ซามูเอล หนุ่มน้อยเสน่ห์แรงวัย 16 ปี จาก Produce101 ซีซัน 2 ที่จัดว่าเด็ดเกินวัย!

‘ถึงผมจะ 16 แต่เด็ดนะครับ’ คือวลีที่ OK!

The post ซามูเอล หนุ่มน้อยเสน่ห์แรงวัย 16 ปี จาก Produce101 ซีซัน 2 ที่จัดว่าเด็ดเกินวัย! appeared first on OK Magazine Thailand.

7 เรื่อง (น่า) รักฉบับวาเลนไทน์ของคิวต์บอยสุดฮอต INPITAR ว่าที่พระเอกช่อง 3

เรียกว่าฮอตจัดตั้งแต่ยังไม่เข้าวงการทีเดียว สำหรับหนุ่มหล่อหน้าใส ‘อิน-สาริน รณเกียรติ’ หรือที่หลายคนรู้จักในนาม Inpitar ที่กวาดตำแหน่งคิวต์บอยสุดฮอตมาทุกสถาบัน หลังโด่งดังบนโลกโซเชียลจนเข้าตาผู้จัดหลายๆ ค่ายที่พากันรุมจีบอยากให้เขามาร่วมงาน ในที่สุดหนุ่มอินก็ยอมใจอ่อน พร้อมเปิดตัวเป็นพระเอกสายเลือดใหม่ของช่อง 3 ในโปรเจ็กต์ซีรีส์ ลูกผู้ชาย ตอน ภูผา ที่แฟนๆ ต่างเฝ้ารอ แต่ก่อนจะไปดูผลงานของหนุ่มอิน OK! ขอพาทุกคนไปใกล้ชิดถึงหัวใจของคิวต์หนุ่มคนนี้ให้มากขึ้นอีกนิด…บอกเลยว่ายิ่งรู้จักยิ่งอยากมีคู่เดทในวันวาเลนไทน์นี้ชื่อ Inpitar

inpitar

inpitar

1) หนุ่มหล่อโปรไฟล์ดีงาม

ถึงหลายคนจะเรียกหนุ่มคนนี้ติดปากว่า Inpitar แต่ชื่อจริงๆ ของเขาคือ อิน-สาริน รณเกียรติ เกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2538ที่เพิ่งจะฉลองอายุครบ 23 ปีมาหมาดๆ พร้อมพ่วงด้วยใบปริญญาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียกว่าหล่อดีมีการศึกษาเชียวล่ะ

2) สุภาพบุรุษเบอร์แรง

สมัยนี้หน้าตาดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษด้วยถึงจะน่ามอง แล้วเห็นเป็นหนุ่มหน้าคิวต์แบบนี้ อินเขาน่ะสุภาพบุรุษตัวจริงเลย “ผมชอบเทคแคร์คนอื่น เวลาขึ้นรถไฟฟ้าไม่เคยนั่งเลย ไม่ว่าจะเมืองไทยหรือเมืองนอก เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังแข็งแรง”

3) เล่นดนตรีก็ได้…รู้ยัง?

นับเป็นอีกหนึ่งความสามารถของหนุ่มอินที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่าเขาเล่นเปียโนได้ แถมไม่ได้ไปเข้าคอร์สเรียนที่ไหน “ผมฝึกเองจากยูทูบจนเล่นได้ 2-3 เพลง แล้วไม่ใช่เพลงง่ายด้วย อย่างเพลง My Heart Will Go On” แหม้…สาวๆ คงจะต้องเคลิ้มมากแน่ๆ ถ้าหนุ่มอินจะยอมเล่นเปียโนให้ฟัง

4) คุณสมบัติของผู้หญิงในฝันที่ตามหา

“ผมชอบผู้หญิงที่ข้างนอกดูเยอะ แต่งตัวเยอะ เซ็กซี่นิดๆ แต่ข้างในน้อย คือเป็นคนเรียบๆ ง่ายๆ เหมือนผม ซึ่งหายากมาก” สาวคนไหนคุณสมบัติตามนี้ยื่นใบสมัครด่วน

5) ที่สำคัญคือยัง ‘โสด’

“ตอนนี้โสดครับ ไม่มีใครเอา (หัวเราะ)”

6) เดทนี้ของป๋าทุ่ม

เมื่อถามอินว่าถ้ามีแฟนจะทำอะไรให้วันวาเลนไทน์ ฟังคำตอบแล้วฟลายคนคงพร้อมเก็บกระเป๋า “แอบเป็นป๋าทุ่มนิดหนึ่ง ถ้ามีแฟนจะพาไปอังกฤษ”

7) โรแมนติกแค่ไหนถามใจดู

ดอกไม้กับผู้หญิงมันเป็นอะไรที่เข้ากันมากๆ ถ้าจะโรแมนติกเบอร์นี้ “สมัยมัธยมจะส่งกุหลาบให้แฟนทุกเดือน โดยเพิ่มขึ้นเดือนละ 10 ดอก จนเลิกกันเลยเนี่ย (หัวเราะ)”

ติดตามบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มของหนุ่มอินได้ใน OK! Magazine ฉบับเดือนกุมภาพันธ์

Inpitar

Inpitar

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : twitter.com/okthailand

Comments

comments

ต้องคูลเบอร์ไหน! แอบส่อง 10 เพลงโปรดในลิสต์ของหนุ่มคูล The Toys

จากเด็กอัจฉริยะด้านดนตรีที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในเพลงฮิตของหลายๆ ศิลปิน จนชื่อของ ‘ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน’ ลูกชายของอดีตนักร้องสาวนิตยา บุญสูงเนิน และเป็นหลานของเจินเจิน บุญสูงเนิน กลายเป็นที่รู้จักในนาม The Toys เจ้าของซิงเกิลเพลง “หน้าหนาวที่แล้ว” และ “ก่อนฤดูฝน” ที่มีสถิติผู้ฟังบนยูทูบรวมกันกว่า 90 ล้านครั้ง! ด้วยสไตล์การร้องที่เป็นเอกลักษณ์ หลายคนอาจจินตนาการว่านักร้องมากเสน่ห์อย่างทอยคงจะนั่งฟังเพลงทั้งวันเป็นแน่

The Toys

The Toys

แต่เจ้าตัวเฉลยให้ OK! ฟังอย่างขำๆ ว่า “คนเข้าใจว่าผมคิดเยอะ แต่ความจริงไม่มีอะไรเลย ว่างๆ ผมก็แค่เล่นเกม แล้วเปิดเพลงไว้ข้างๆ ผมเสพที่แนวเพลงอย่างเดียว เนื้อหาไว้เป็นอันดับหลังๆ เลย ผมสนใจไอเดียการคิดและวางดนตรี หลายคนอาจคิดว่ากว่าผมจะฟังแต่ละเพลงทำไมกระบวนการเยอะแบบนี้ ฟังแล้วจะสนุกหรือผ่อนคลายได้อย่างไร แต่ผมกลับคิดตรงข้ามว่าถ้าฟังเนื้อหาจะยิ่งกดดันว่ามันถึงไหนแล้ว คือถ้าฟังแล้วซึมไปกับดนตรีอย่างที่บอก เราก็จะดิ่งไปกับมันได้แบบ 100%” และถ้าอยากรู้ว่า 10 เพลงโปรดในลิสต์ของนักร้อง-นักแต่งเพลงเพลงอนาคตไกลคนนี้จะน่าสนใจขนาดไหนไปสำรวจกัน

1) BUBBLY ของ COLBIE CAILLAT

ผมเลือกเพลง “Bubbly” ของโคลบี้ คาร์เลต์ เพราะชอบเมโลดี้ ชอบกิมมิกต่างๆ มันน่ารักดี ชอบเนื้อหา แล้วก็ฟังสบายครับ

2) LET IT SNOW ของวง BOYZ II MEN

ผมชอบสไตล์เพลง “Let It Snow” เวอร์ชั่นของวง Boyz II Men ตรงที่เป็นอาร์แอนด์บี แต่มีความวินเทจ

3) CHAOS ของ RICH CHIGGA

การแร็พในเพลง “Chaos” เป็นอะไรที่สมัยใหม่ ผมชอบที่เขาใช้โทนเสียงต่ำในการแร็พทั้งหมด มันฟังดูเป็นเอกลักษณ์ดี

4) PHYSICAL EDUCATION ของวง ANIMAL AS LEADERS

ผมชอบซาวด์เพลง “Physical Education” ของวง Animal As Leaders แล้วพยายามฟังกว่า 100 รอบ เพื่อจะทำซาวด์ให้ได้แบบนี้

5) GOOD GIRLS ของวง LANY

นอกจากชอบดนตรีของเพลง “Good Girls” แล้ว ผมยังชอบสไตล์ของศิลปินวง  Lany ที่ดูเท่ คือไม่รู้ว่าเท่อย่างไร แต่เห็นแล้วรู้สึกว่าเท่ เขาเป็นเหมือนไอดอลของผมเลยครับ คือการที่ผู้ชายคนหนึ่งจะมองผู้ชายด้วยกันว่าเป็นไอดอล นั่นหมายความว่าเขาต้องเจ๋งมาก แล้วผมก็รู้สึกว่าเขาเป็นแบบนั้น

6) NEON ของ JOHN MAYER

เสียงร้องของจอห์น เมเยอร์ มีเอกลักษณ์ ขนาดหลับตาฟังยังรู้เลยว่านี่คือใคร ผมชอบเสียงร้องของเขา แล้วก็ชอบพาร์ทกีตาร์ของเพลง “Neon” ด้วยครับ

7) พบกันใหม่? (SO LONG) ของวง POLYCAT

จุดเด่นของเพลง “พบกันใหม่? (So Long)” ของวง Polycat อยู่ที่ความกล้าประยุกต์ไอเดีย โดยการนำดนตรีร่วมสมัยกับทันสมัยมาทำให้ดูกลมกลืนกันได้ คือมีทั้งความวินเทจและโมเดิร์นในเพลงเดียวกัน

8) เพื่อนรัก (DEAR FRIEND) ของวง THE PARKINSON

ขอนอกเหนือนิดหนึ่ง สำหรับเพลง “เพื่อนรัก (Dear Friend)” ของวง The Parkinson ผมชอบ เพราะพล็อตของมิวสิกวิดีโอที่ใช้เรื่องของไบเซ็กชวลมาเป็นตัวเล่า แล้วทั้งที่มันก็ไม่ได้ใกล้ตัวเลย แต่กลับรู้สึกอิน ดูแล้วมันดิ่ง

9) SYSTEM ของวง BROTHERLY

ผมรู้สึกสะดุดกับเพลง “System” ของวง Brotherly เพราะชอบการเรียบเรียงที่แปลกใหม่ ไม่นิ่ง คือจะมีการใช้สัดส่วนเวลาเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น 7/8, 4/4, 3/6, 6/8 ซึ่งมันเรียบเรียงยากมาก

10) ทำไมเรายังไม่วาร์ป ของวง THE OCTOPUSS

เพลงนี้จะต่างจากเพลงอื่นไปเลย คือผมชอบในความกล้าคิดกล้าแสดงออกของเพลง “ทำไมเรายังไม่วาร์ป” ของวง The Octopuss ครับ

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : twitter.com/okthailand

Comments

comments

ตัวตนสุดสตรองของ เมนเทอร์บี The Face Thailand และวิธีรับมือกระแสโซเชียล

คนเรามักกลัวการเปลี่ยนแปลงและไม่กล้าเผชิญกับความท้าทาย แต่นั่นคงไม่ใช่ ‘บี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์’ สาวฮอตที่แจ้งเกิดจากการเป็นนางแบบ และใช้เวลากว่า 20 ปีในวงการบันเทิงอย่างคุ้มค่ากับการเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ ที่ไม่ว่าจะร้อนหรือหนาวแค่ไหน เธอก็เอาอยู่! ครั้งหนึ่งบีเคยได้รับการโหวตให้คว้ารางวัล Sexy Star ของ OK! Awards แต่แน่นอนว่าเสน่ห์ของเธอไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะชื่อของบียังคงเฉิดฉายอยู่ในทุกๆ บทบาทที่ก้าวไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบทบาทในการเป็นหนึ่งใน ‘เมนเทอร์’ ตัวแม่จากรายการ The Face Thailand

The Face Thailand

The Face Thailand

รายการ The Face Thailand ทำให้ทุกคนเห็นบีในอีกลุคหนึ่ง แล้วบีล่ะได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ในตัวเองบ้าง

แน่นอนคือบีไม่เคยคิดว่าตัวเองจะสอนใครได้ ปกติเวลาทำงานก็อยู่ในโลกของตัวเอง พอไปอยู่ในรายการต้องมองหลายๆ มุมว่ารายการ The Face Thailand คืออะไร เราจะสามารถพัฒนาเด็กในทีมไปได้อย่างไร แต่ละซีซั่นต้องทำการบ้านเยอะ เพราะเด็กต่างกันและรูปแบบรายการก็มีเปลี่ยนไปบ้าง มันคือรายการเรียลลิตี้ที่ทำให้เราตื่นตัวตลอด รวมถึงได้รู้ว่าควรจะจัดการกับปัญหาหรือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร

มีวิธีรับมืออย่างไรกับกระแสตอบรับที่ค่อนข้างแรง

ทำใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าถ้าทำรายการนี้ต้องมีทั้งคนรักและเกลียด ถ้าคนรักก็ขอบคุณ แต่ถ้าคนเกลียดก็ปล่อยไป รู้สึกว่าไม่ต้องไปซีเรียส เพราะเรารู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรและตัวตนจริงๆ ของเราเป็นแบบไหน

จริงๆ บีเป็นคนแบบไหน

บีเป็นคนง่ายมาก กินง่าย อยู่ง่าย ถามว่าเป็นนักสู้ไหม…แน่นอนค่ะ บีค่อนข้างตรง ชอบคือชอบ ไม่ชอบคือไม่ชอบ ไม่มีตรงกลาง

การรับมือกับข่าวในวันนี้ต่างจากวันแรกที่เข้าวงการบันเทิงไหม

ตอนเด็กๆ ไม่ค่อยกล้าพูดเท่าไร แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเป็นตัวเองดีกว่า เวลาสัมภาษณ์หรือคุยกับใคร ถ้าพูดอ้อมค้อมก็ไม่จบสักที พูดให้เคลียร์เลย เพราะจริงๆ บีเป็นคนพูดจาขวานผ่าซากอยู่แล้ว ตรงๆ คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น

การใช้ชีวิตอยู่ในวงการมาร่วม 20 ปี มีผลกับการมองโลกหรือความคิดของบีแค่ไหน

ถ้าเป็นเรื่องงาน บีไม่เคยคาดหวังว่าจะต้องพีค ตั้งแต่ทำงานก็รู้อยู่แล้วว่าเส้นทางสายบันเทิงมีทั้งขึ้นทั้งลง เพราะมันมีวันที่สามารถขึ้นสูงได้และตกลงมาได้เช่นกัน  ดังนั้นบีจะทำแต่ละงานให้ดีที่สุด แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว เมื่อก่อนจะคาดหวังมากว่าอยากให้แฟนรักเราคนเดียว แต่ตอนนี้ไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว เราต้องดูแลตัวเองให้ดีก่อนจะให้คนอื่นมารัก (ในแง่ความคิดล่ะ) บีว่ายิ่งโตยิ่งมองคนได้หลากหลายขึ้น แน่นอนว่ามันมีทั้งคนที่หวังดีและไม่หวังดีอยู่แล้ว แต่จะหลีกเลี่ยงอย่างไรเท่านั้นล่ะ อย่างที่บอกว่าบีเป็นคนรักแรง เกลียดแรง ถ้าไม่ชอบก็จะไม่เอาตัวเข้าไป แล้วไปทำอะไรที่ตัวเองมีความสุข บีเป็นคนอยู่ด้วยตัวเองได้ แค่มีเสียงเพลงก็ OK! แล้ว บีติดเฟซบุ๊กนะ แต่ดูเป็นเวลา ดูคลิปตลกๆ เป็นการคลายเครียด แต่จะไม่ดูอะไรที่เป็นลบ แล้วไม่แชร์ด้วย บีว่าสังคมโซเชียลตอนนี้น่ากลัว อย่างข่าวล่าสุดเรื่องผู้ชายแต่งงานกับนางเอกมีกิ๊ก แล้วคนไปด่าผู้หญิงคนหนึ่งเป็นมือที่ 3 เยอะมาก สุดท้ายเขาออกพูดว่าไม่ได้เป็น คนที่ไปด่าเขายังไม่รู้ความจริงเลย แต่ไปด่าเขาถึงพ่อแม่ มันน่ากลัวมากๆ คือถ้าเมาส์กันในวงแคบๆ น่ะได้ แต่การด่าเสียหายขนาดนี้ในโลกโซเชียล มันไม่แฟร์ บีว่ามันเยอะไป

ส่วนตัวเคยเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้จากโลกโซเชียลไหม

ตัวบีทำรายการ The Face Thailand เจอคนด่าเยอะมาก บีเป็นเมนเทอร์ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ทีมชนะ พอชนะแคมเปญก็ต้องตัดคนจากทีมอื่นที่เข้ามาในห้องดำ เราไม่สนใจหรอกว่าเขาจะส่งใครมา ถ้าส่งคนเก่งก็ตัดออกแน่นอน เพราะมันคือเกม แล้วก็เป็นแคมเปญแรกๆ ที่ยังไม่เห็นพัฒนาการอะไร สุดท้ายคนมาด่าบี 1.5-1.6 หมื่นข้อความในอินสตาแกรม ตอนนั้นบีกำลังกินข้าวก็เปิดดูว่าทำไมเด้งบ่อยจัง แล้วเขาด่าไปถึงพ่อแม่และแฟนของเรา ขนาดว่าบีเป็นคนไม่เครียดยังรู้สึกว่า เฮ้ย! ไม่ได้แล้ว ต้องออกมาพูดอะไรบ้าง เพราะยิ่งนิ่งยิ่งด่า พอวันหนึ่งเราได้ชี้แจง เขาก็นิ่งขึ้น แล้วถอยออกมาดูว่าเราทำอะไรอยู่

รู้สึกพอใจกับชีวิตของตัวเองในตอนนี้แค่ไหน

พอใจค่ะ บีรู้สึก OK! กับตรงนี้ เพราะเป็นคนไม่กดดันตัวเองอยู่แล้ว อย่างที่บอกว่าตอนนี้จะรับแต่งานที่อยากทำจริงๆ ถ้าวันไหนไม่ทำงานก็ดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย ช่วงนี้ติดฟังเพลงกับร้องคาราโอเกะมาก เข้าไปเช็คเรตติ้งหนังบ้าง แล้วก็คุยกับเพื่อน ถึงยิ่งโตขึ้นยิ่งมีเพื่อนน้อยลง แต่เพื่อนจริงๆ ก็ยังอยู่ เจอกันเดือนละครั้ง ถามสารทุกข์สุขดิบ มีคนที่รักเราอยู่ข้างๆ แค่นี้มีความสุขแล้ว

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : twitter.com/okthailand

Comments

comments

ยิ่งรู้จักยิ่งหลงรัก! เชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ นางเอกที่หลายคนคิดถึง

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี ชื่อของนางเอกสาว ‘เชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ’ ก็ยังคงเป็นที่ชื่นชมของทุกคนเสมอ เพียงแต่อาจเปลี่ยนบทบาทไปตามวัย จากนางเอกมากฝีมือกลายเป็นนางเอกที่ไม่เพียงตกผลึกทางความคิด แต่ยังริเริ่มโครงการดีๆ มากมายเพื่อตอบแทนสังคม แม้ด้วยบทบาทหน้าที่ใหม่ที่เธอกำลังสนุกจะทำให้งานเบื้องหน้าลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่รู้ทำไมเราถึงกลับยิ่งรู้สึกรักในสิ่งที่ผู้หญิงผู้เคยเป็นเจ้าของรางวัล Female Hot Stuff และ Most Stylish Woman ของ OK! Awards คิดและทำมากขึ้น ที่สำคัญเชอรี่ยังแสดงให้ทุกคนรู้ว่าเสน่ห์ของผู้หญิงแท้จริงนั้นต้องมาจากข้างใน

12 ปีที่แล้วทุกคนรู้จักเชอรี่ในฐานะนางเอกเบอร์ต้นๆ ตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

ตอนนั้นถ่ายละครค่อนข้างต่อเนื่องและมีหลากหลายบทให้แสดงค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ยังสนุกกับการเดินทาง ไปต่างประเทศบ่อย เพราะชอบเที่ยว รวมถึงหาข้ออ้างไปเรียนคอร์สต่างๆ เพื่อจะได้อยู่นานหน่อย เช่น ทำกระเป๋า วาดรูป หรือแม้แต่การบริหารจัดการธุรกิจแฟชั่น ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเวลาว่างนั้นมีคอร์สอะไรน่าสนใจ พอกลับมาก็ถ่ายละครเรื่องใหม่ ชีวิตเป็นวงจรแบบนี้ พอ 2 ปีถัดมาเริ่มมีโอกาสศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง จากนั้นก็ไปปฏิบัติธรรม นี่น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะยิ่งศึกษาต่อเนื่อง ยิ่งเปลี่ยนไปมาก แล้วก็ส่งผลไปถึงการใช้ชีวิตของเราในหลายๆ ด้าน รวมถึงการทำงานด้วย

ดูเหมือนเชอรี่จะค่อยๆ เฟดตัวเองออกจากงานในวงการบันเทิงไปเรื่อยๆ

น่าจะเป็นอย่างนั้นค่ะ เหตุผลคือเชอรี่เริ่มทำงานตั้งแต่เด็ก ทำให้อาจไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการจริงๆ เพราะต้องทำงานหนักและเรียนไปด้วย พอถึงจุดหนึ่งที่รู้ว่าชีวิตต้องการอะไรก็เริ่มจัดรูปแบบการใช้ชีวิตให้สอดคล้อง รวมถึงส่งผลให้งานแสดงน้อยลงเรื่อยๆ เพราะสิ่งสำคัญอันดับ 1 เริ่มไม่ใช่งาน แต่เป็นครอบครัว การมีเวลาให้คนที่รักสำคัญที่สุด นอกจากครอบครัว ช่วงนี้เชอรี่จะให้เวลากับงานด้านสิ่งแวดล้อมและจิตอาสา อย่างโครงการ Little Forest ก็ทำมาเกือบ 2 ปีแล้ว ยิ่งศึกษาข้อมูลและไปอยู่กับกลุ่มคนทำงานด้านนี้ ยิ่งได้เรียนรู้และเข้าไปเกี่ยวข้องมากขึ้น แล้วยังมีโอกาสไปพูดเกี่ยวกับเรื่องที่ทำเพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้น้องๆ ตามมหาวิทยาลัยด้วย นี่คืองานอีกแบบที่เปลี่ยนโลกการทำงานของเราไปเลย

มุมมองที่มีต่อวงการบันเทิงก็เปลี่ยนไปด้วยไหม

ต้องเปลี่ยนไปแน่นอนอยู่แล้วค่ะ เพราะเราไม่ใช่คนวงในเหมือนเมื่อก่อนที่ชีวิตมีแต่วงการบันเทิง ทั้งแสดงละคร เดินแบบ ถ่ายแบบ หรือแม้แต่งานอีเว้นต์ คือทุกอย่างในชีวิตรายล้อมด้วยคนในวงการบันเทิง แต่พอเจอคนกลุ่มใหม่ที่เป็นเรื่องอื่นๆ เราก็เลยไม่ใช่คนวงในที่จะได้รู้และอัพเดตเท่าเมื่อก่อนแล้ว ถามว่าเปลี่ยนไปแค่ไหน…คงรู้สึกว่าตัวเองกระเถิบออกมาข้างนอกนิดหนึ่ง แต่ก็แวดล้อมไปด้วยเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในวงการบันเทิงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังเหมือนเดิม

พอไม่ได้แสดงละครนานๆ มีความโหยหาหรือคิดถึงไหม

คือมีความรู้สึกว่าอยากแสดง แต่ไม่ได้มีความรู้สึกว่าต้องแสดงแล้วนะ คิดถึงเหลือเกิน อย่างที่บอกว่าตอนนี้ชีวิตเปลี่ยนมาทำงานในสิ่งที่แปลกใหม่มากสำหรับเชอรี่ โลกมันเปิดอีกมุมหนึ่งเลย การที่ได้เรียนรู้ หาข้อมูล และรู้จักคนกลุ่มใหม่ๆ ก็เป็นความสนุกอีกแบบ

แสดงว่าตอนนี้ยังไม่มีบทละครเรื่องไหนดึงดูดให้อยากเล่นใช่ไหม

ยังค่ะ

ในขณะที่ดาราหลายคนตกเป็นข่าวมากมาย คิดว่าเพราะอะไรนางเอกชื่อ ‘เชอรี่ เข็มอัปสร’ ถึงไม่เคยมีข่าวเสียหายเลย

ไม่รู้เหมือนกันค่ะ (หัวเราะ) ส่วนตัวชอบให้คนโฟกัสเรื่องงานนะ เพราะมันทำให้การใช้ชีวิตของเรายังเป็นคนปกติธรรมดาได้ โดยไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตส่วนตัวไปเป็นข่าว คือต้องยอมรับว่าการเป็นข่าวเรื่องชีวิตส่วนตัวไม่ได้ทำให้การใช้ชีวิตง่ายเท่าไร ดังนั้นเชอรี่จึงชอบให้คนโฟกัสเรื่องงานมากกว่า เพราะดีสำหรับเราด้วย

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

 Website : http://www.okmagazine-thai.com/
 Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
 Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

ชีวิตนอกกรอบของศิลปินหนุ่มมาดขบถ ‘นัมแทฮยอน’

จริงอยู่ว่าการเริ่มต้นเป็นสิ่งที่ยากที่สุด แต่ถ้าคุณมัวแต่กลัว…ก็คงจะไม่มีวันก้าวไปถึงจุดที่ฝันได้สักที Nam Tae-Hyun (นัมแทฮยอน) คือหนึ่งในตัวอย่างที่ดี แน่นอนว่ากว่าจะมาเป็นศิลปินได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขากลับกล้าที่จะพาตัวเองออกจากกรอบ ด้วยการสละโอกาสจากการก้าวขึ้นเป็นบอยแบนด์อันดับต้นๆ ในฐานะสมาชิกวง WINNER เพื่อไปนับหนึ่งใหม่กับการทำเพลงตามแนวที่ต้องการ แม้จะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากกระแสคำวิจารณ์มากมาย แต่นัมแทฮยอนก็ฝ่าฟันมาได้ พร้อมๆ กับการตั้งบริษัทและวงดนตรีของตัวเองภายใต้ชื่อ South Club ซึ่งทำให้เขาได้กลับมายืนบนเวทีอย่างภาคภูมิใจอีกครั้ง ทั้งเป็นโอกาสดีให้เขาพาเพื่อนสมาชิกในวงมาเปิดคอนเสิร์ตครั้งแรกในบ้านเรา South Club (Nam Tae-Hyun) Music Fan Meeting in Bangkok จัดโดย Do Concert เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

Nam Tae-Hyun

Nam Tae-Hyun

หลายคนอาจตัดสินไปโดยยังไม่ทันได้ฟังด้วยซ้ำว่าเพลงของนัมแทฮยอนน่าจะฟังยาก ซึ่งก็เหมือนกับตัวตนของเขาที่อาจไม่ได้เข้าใจยากอย่างที่คิด เพียงแต่คุณต้องเปิดใจ เพราะไม่ว่าจะเป็นเพลงหรือตัวตนของผู้ชายวัย 23 ปีคนนี้ ต่างก็มีเสน่ห์ดึงดูดไม่แพ้กัน เรียกว่าถ้าใครหลงไปทำความรู้จักคงยากจะถอนตัว และอีกสิ่งที่ OK! สัมผัสได้คือทุกอย่างที่ออกมาจากเขาล้วนจริงใจ ทุกคำพูดและการกระทำของศิลปินคนนี้ไม่ใช่ใบมีด แต่คือกระจกที่สะท้อนให้เราเห็นถึงความจริง

พอจะบอกได้ไหมว่านัมแทฮยอนที่กำลังนั่งคุยกับเราอยู่ตอนนี้มีความน่าสนใจอย่างไร

ผมเป็นคนรักสัตว์ครับ ตอนนี้จึงมีสัตว์เลี้ยง 4 ตัว (แมว 3 ตัว และสุนัข 1 ตัว) แล้วก็ชอบเล่นเทนนิส อีกอย่างคือผมเป็นคนขี้เกียจมาก (หัวเราะ) เวลาแต่งเพลงก็จะค่อยๆ ทำ แต่ถ้ากำลังมีไฟก็จะทำรวดเดียวจนเสร็จเลย เพลงที่ผมทำเสร็จเร็วที่สุดคือ Believe U ใช้เวลาทำ 1 วัน ขณะที่เพลง Dirty House ใช้เวลาทำถึง 3 ปี เพราะไม่ค่อยมั่นใจกับเพลงนี้เท่าไร ก็แต่งไป หยุดไป หรือไม่ก็รื้อมาทำใหม่ ทำให้ต้องใช้เวลากว่าจะทำเสร็จ

หลายคนมองว่า ‘นัมแทฮยอน’ มีความติสต์อยู่ในตัวสูง บางครั้งก็เหมือนไม่แคร์โลก จริงๆ เป็นอย่างนั้นไหม

จริงๆ ผมอยากเข้าไปพูดคุยกับคนอื่นแบบคนปกติทั่วไปนะ แต่คนอื่นชอบมองว่าผมเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง (หัวเราะ)

มีคนเปรียบเทียบคุณว่าเหมือนกับกล่องของขวัญที่ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร พอเปิดมาแล้วจะเซอร์ไพรส์

มันเป็นการเปรียบเทียบที่ผมชอบมากเลยครับ (หัวเราะ)

สนใจไหมว่าคนจะมองคุณเป็นแบบไหน

ถ้าในชีวิตประจำวันหรือตอนอยู่บนเวที ผมก็แคร์สายตาของคนอื่นว่าเขาจะคิดอย่างไรเหมือนกัน แต่ถ้าในแง่ของดนตรี ผมพยายามจะไม่ฟังความคิดเห็นของคนอื่น เพราะความคิดเห็นมันหลากหลาย คือผมพยายามจะดึงไอเดียของตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เป็นตามแนวที่ตัวเองต้องการ

Nam Tae-Hyun

Nam Tae-Hyun

ดูเหมือนลุคของคุณจะตรงกันข้ามกันเลย เวลาอยู่กับดนตรีจะดูเป็นผู้ใหญ่มาก แต่พอปกติก็จะดูเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง

เวลาอยู่บนเวที ผมอยากทำทุกอย่างให้เต็มที่ เพราะพูดตรงๆ ว่ามันมีทั้งคนที่ต้องเสียเงินและบางคนที่ต้องเดินทางมาไกล เพื่อมาดูผม ผมจึงอยากทำให้พวกเขารู้สึกประทับใจ ซึ่งผมค่อนข้างจะจริงจังกับตัวเองว่าต้องทำให้ดี แต่ถ้าไม่ได้อยู่บนเวทีก็ไม่มีอะไร (หัวเราะ)

พอใจแค่ไหนกับ South Club (Nam Tae-Hyun) Music Fan Meeting in Bangkok ที่ผ่านมา

อย่างที่ผมบอกกับแฟนๆ ในคอนเสิร์ตว่าตั้งแต่จัดคอนเสิร์ตในฐานะวง South Club ครั้งนี้คือเวทีที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยแสดงมาเลย ทั้งเสียงกรี๊ดและการตอบรับของแฟนคลับชาวไทยนั้นสุดยอดมาก แล้วผมเองก็สนุกมาก ผมประทับใจกับคอนเสิร์ตครั้งนี้มากๆ เลยล่ะครับ

อย่างที่รู้กันว่าคุณตัดสินใจออกจากวง WINNER เมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นไม่กลัวที่จะต้องเริ่มใหม่อีกครั้งหรือ

ตอนนั้นผมก็กังวลเหมือนกันครับ เพราะมีแฟนคลับที่ยังชื่นชอบผมในฐานะสมาชิกวง WINNER เป็นจำนวนมาก ดังนั้นผมจึงกลัวว่าจะทำให้พวกเขาผิดหวังหรือเสียใจหรือเปล่า แต่ถ้าพูดในแง่ของดนตรี มันก็คือการเริ่มต้นใหม่ในสไตล์เพลงที่เป็นแนวของผม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบ

คิดไหมว่าถ้าไม่ได้ไปต่อบนเส้นทางดนตรีจะทำอย่างไร

ไม่เคยมีทางเลือกอื่นสำหรับผมเลยครับ (ดนตรีคือเป้าหมายเดียวของคุณอย่างนั้นหรือ) ใช่ครับ

การตัดสินใจวันนั้นเปลี่ยนชีวิตของคุณไปอย่างไรบ้าง

มันเป็นการตัดสินใจที่ทำให้ชีวิตของผมเติบโตขึ้นอีกขั้น มีหลายๆ อย่างที่ผมได้เรียนรู้ แล้วก็ยังมีอีกหลายๆ อย่างที่ผมควรจะเรียนรู้ รวมถึงมีบางอย่างที่ผมอยากแนะนำคนอื่นด้วยเหมือนกัน ส่วนตัวผมคิดว่าเส้นทางที่เลือกเดินอยู่ตอนนี้ก็ไม่ค่อยแตกต่างจากเมื่อก่อนเท่าไร เพราะท้ายที่สุดแล้วผมก็ยังอยู่บนเส้นทางสายดนตรีเหมือนเดิม

อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ OK! Magazine Issue 296

Nam Tae-Hyun

Nam Tae-Hyun

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่…

♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com/
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

10 ละครเวทีสุดประทับใจของ ‘อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ’

หลังจากที่เปิดเผยโฉม ‘หน้ากากระฆัง’ จากรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง หนุ่มมากความสามารถอย่างอาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ ก็ได้แสดงความสามารถอันเหลือล้นของเขาผ่านผลงานต่างๆ อีกมากมาย ล่าสุดเขาก็ได้ไปโชว์ฝีมือใน ‘คุณพระช่วยสำแดงสด ๗ นาคฟ้อน มังกรระบำ’ ด้วยวาระพิเศษกับการถ่ายทอดบทเพลงและโชว์ตระการตาในรูปแบบวัฒนธรรมไทย-จีน ประสบการณ์ต่างๆ สั่งสมให้อาร์มเป็นนักแสดงฝีมือเยี่ยมของวงการละครเวที แต่เขาก็ยังขยันลับฝีมือของตัวเองให้คมกริบอยู่เรื่อยๆ รวมถึงหาเวลาไปเสพความสุขและเรียนรู้การแสดงเพิ่มเติมจากละครเวทีเรื่องอื่นในฐานะผู้ชม ซึ่งอาร์มได้เลือกละครเวทีที่ประทับใจมากเป็นพิเศษมาบอกกับเรา 10 เรื่องด้วยกัน

1.เปิด (กระ) โปงคอนแวนต์

เปิด (กระ) โปงคอนแวนต์ เป็นละครนิเทศศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงนั้นอาร์มเรียนอยู่ปี 1 และได้เป็นคนเปิดไฟตามพระเอกและนางเอก ทำให้เราเห็นโลกเบื้องหลังของละครเวทีว่า 1 คนวิ่งอยู่บนเวที มีอีก 10 คนวิ่งอยู่หลังเวที คือเป็นเรื่องที่ทำให้อาร์มได้รู้จักละครเวทีจริงๆ ว่าคืออะไร เพราะก่อนหน้านั้นเคยได้แต่ดูอย่างเดียว รวมถึงรู้ว่าการจะได้เล่นละครต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เพราะอาร์มไปแคสต์มา 3 บท…ปิ๋วหมด (หัวเราะ) มันเป็นโรงเรียนสอนให้รู้ว่าต้องมีการเตรียมพร้อมนะ เราต้องมีของและมีความตั้งใจด้วย

2.อลหม่านหลังบ้านทรายทอง

ครูที่สอนอาร์มร้องเพลงเป็นคนแนะนำให้ไปดู เรื่องอลหม่านหลังบ้านทรายทอง คือ บ้านทรายทอง ที่นำมาทำเป็นตลก เรียกว่าเป็นโชว์ซ้อนโชว์ มีป๊าจิ๊ (อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ) และนักแสดงหลายๆ คนคือช่ำชองมาก อาร์มว่าคอเมดี้เป็นอะไรที่เล่นยากที่สุดแล้วนะ ซึ่งเรื่องนี้หัวเราะจนน้ำตาไหล จำได้ว่าตอนนั้นใส่กางเกงน้ำเงินไปดู เพราะยังเรียนมัธยมอยู่…นานมาก ไปดูแล้วก็ชอบ รู้สึกประทับใจ เพราะตลกและจังหวะดีมาก มีเทคนิคของโรงละครที่หมุนจากหน้าฉากเป็นหลังฉาก ความรู้สึกของเราตอนนั้นคือเจ๋งน่ะ

3.The Phantom of the Opera

The Phantom of the Opera เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องชอบและรู้จัก อาร์มได้ดูครั้งแรกตอนที่พี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) นำมาแสดงที่เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์นี่ล่ะ ดูแล้วก็ขนลุกไปหมดตั้งแต่เพลงเปิด…ชอบมาก ยิ่งใหญ่และสุดยอดจริงๆ อาจเพราะได้ดูใกล้ด้วย คือที่นั่งก็มีผลกับความรู้สึกเหมือนกัน อาร์มรู้สึกว่าต้องไม่ไกลเกิน เพื่อจะเห็นความรู้สึกทั้งหมดของนักแสดงผ่านสีหน้า แต่ที่ทำให้อินมากกว่านั้นคือพวกผู้ใหญ่ที่ไปดูมาเล่าให้ฟังว่าเวทีเหมือนเวทมนตร์เลยนะ จู่ๆ ก็มีเรือลอยมาบนเวที แชนเดอเลียลอยขึ้นไป เชิงเทียนผุดจากล่างเวที แล้วภาพทั้งหมดเกิดขึ้นตรงหน้าเรา โอ้โห! เจ๋งไปหมด

4.Les Misérables

ปีที่แล้วอาร์มตั้งใจบินไปดูเรื่อง Les Misérables นี้ที่สิงคโปร์เลย เป็นนักแสดงจากออสเตรเลียมาเล่น คือสิงคโปร์ดีอย่างที่ทุกๆ ปีจะนำละครบรอดเวย์มาเล่นวนไปเรื่อยๆ เรื่องนี้อาร์มได้ที่นั่งแทบจะหลังสุด เพราะบัตรแพง แต่ขนลุก เพราะเขาส่งพลังมาเยอะมาก คือถ้ารู้ว่าเรื่องไหนที่นั่งไม่ดี อาร์มจะมีกล้องส่องทางไกลเป็นอุปกรณ์ เพราะเรามีอาชีพนักแสดงก็อยากเห็นสีหน้าของเขาว่าเป็นอย่างไร การเคลื่อนจากอารมณ์ 1 ไป 2 อีกอย่างคือเห็นเทคนิคการร้องของเขา ดูปากรู้เลยว่าเขาดันลิ้นออกมา ซึ่งไม่เหมือนกับนักร้องบ้านเรา แล้วก็ประทับใจฉากที่ผู้ร้ายจะกระโดดฆ่าตัวตาย โดยมีราวสะพานเลื่อนมาอยู่หน้าตัวละคร พอกระโดด 1 ก้าว ก็เก็บสะพาน จู่ๆ สลิงที่ติดตอนไหนไม่รู้ก็ทำให้ตัวละครค้างอยู่กลางอากาศ แล้วฉากหลังก็ฉายภาพวังน้ำวนเป็น 3 มิติ คือเปลี่ยนมุมมองไปเป็นภาพจากมุมสูง ผมนั่งอ้าปากค้างเลย…คิดได้อย่างไร ทุกปีเขาจะเปลี่ยนเทคนิคไปเรื่อยๆ ซึ่งนี่คือเทคนิคล่าสุดที่ใช้

5.เด็กพิเศษ

เด็กพิเศษ เป็นละครโรงเล็กที่ไม่ใช่มิวสิคัล อาร์มชอบบทของเรื่องนี้มาก แล้วก็ถูกนำเสนอโดยนักแสดงชั้นครู คนที่เล่นเป็นแม่คือครูเงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ซึ่งอาร์มเป็นลูกศิษย์ของครู ก็เลยมีความลำเอียงมากเป็นพิเศษ (หัวเราะ) คือเรื่องพูดถึงเด็กอัจฉริยะที่เป็นออทิสติก ฉากที่เด็ดมากคือเด็กชอบทำผิดให้แม่ใช้ไม้ตีตลอด คนดูจะแบบหาเรี่องอีกแล้ว แต่ตัดภาพมาบอกว่าการรับรู้ของเด็กออทิสติกต่างคนทั่วไป เขาเข้าใจว่าการถูกแม่ตีคือวิธีแสดงความรัก แล้วเป็นสัญลักษณ์ว่าทฤษฎีที่เด็กคนนี้คิดจนโด่งดังไปทั่วโลกมาจากไม้ที่แม่บิดเป็นองศาแล้วตีเขา คือเรื่องมันทั้งสะท้อนและประชดชันสังคม รวมถึงทำให้เข้าใจว่าเด็กพิเศษมีมุมมองต่างจากเรา มันชนทุกหน้าที่ที่ละครเวทีทำได้เลย ทั้งให้ความบันเทิง เสียงหัวเราะ และสาระ เรื่องนี้คือท็อป 3 สำหรับอาร์มเลย

6.โหมโรง เดอะมิวสิคัล

โฆษณามาก (หัวเราะ) ตัดตรงที่อาร์มเป็นคนเล่น โหมโรง เดอะมิวสิคัล ออกไป คือรู้สึกว่าเรื่องนี้เจ๋ง เพราะถ่ายทอดความเป็นดนตรี แล้วก็ประชันกันสดๆ บนเวที ขณะเดียวกันก็พูดถึงดนตรีไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังจะหายไป เพราะคนชอบมองว่าดนตรีไทยเป็นของสูง ควรวางไว้บนหิ้ง แต่การวางไว้บนหิ้งนี่ล่ะที่จะทำให้หายไป ดังนั้นต้องดึงลงมาใช้ อาร์มรู้สึกว่านี่คือแมสเสจจากเรื่องนี้ที่เจ๋งมาก แล้วผู้กำกับก็กำกับตามหนังฉากต่อฉากเลย เอาจริงๆ มันยากเหมือนกัน แต่เขาทำออกมาได้ฉลาดมาก เรื่องนี้จึงเป็นหนึ่งในละครเวทีในใจของอาร์มเลย (ในฐานะที่เป็นนักแสดงกดดันไหม) กดดันครับ เพราะหนังจะถ่ายโคสอัพแค่มือและใช้สแตนด์อินตีระนาด แต่อาร์มต้องฝึกจริงๆ วันละ 1-2 ชั่วโมง ช่วงนั้นเครียดมากจนอยากจะหนี แต่สุดท้ายมันก็สอนให้เรารู้ว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

7.Memphis the Musical

ตอนนั้นอาร์มไปทำงานที่อังกฤษ แล้วมีโอกาสได้ดูเวสต์เอนด์เรื่อง Memphis the Musical คือคนอังกฤษจะเรียกว่าเวสต์เอนด์ ส่วนคนอเมริกันจะเรียกว่าบรอดเวย์ ดูแล้วรู้สึกว่านี่ล่ะมาตรฐานเวสเอนด์ของฝรั่งต้องสุดขนาดนี้ แม้แต่ตัวประกอบเล็กที่สุดในเรื่องยังมีความสามารถมากกว่าอาร์ม 50 เท่าได้ เต้นสุดประหนึ่งนักบัลเล่ย์ ร้องสุดประหนึ่งวิตนีย์ ฮูสตัน ยิ่งแอ็กติ้งยิ่งไม่ต้องพูดถึง พูดง่ายๆ คือเล่นดีทุกตัวละคร ถึงขั้นจบองค์ที่ 1 น้ำตาอาร์มไหลออกมาเองเลย ทั้งที่ไม่ใช่บทเศร้า แต่มันสุดและปะทะเราแรงมาก นักแสดงและนักร้องทั้งหมดของเรื่องนี้เป็นคนผิวสี ซึ่งเขาเล่นสุดพลังอยู่แล้ว

8.เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรก…ถึงวันลา

เรื่อง เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรกถึงวันลา เป็นแนวดราม่าที่อาร์มชอบส่วนตัวอยู่แล้ว พี่นก (สินจัย เปล่งพานิช) และพี่กบ (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) ก็เล่นดีมาก อาร์มชอบทั้งบทและการแสดงของนักแสดง มันเป็นดราม่าของคนในครอบครัวที่ทำให้เห็นว่าการที่ 2 คนรักกันตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจุดจบมีเรื่องราวเยอะมาก ทะเลาะกัน มีลูก แล้วก็หย่า มีฉากที่คนดูใจจะขาดคือแม่ต้องพาลูกไป ซึ่งลูกพยายามทำทุกวิถีทางให้ได้อยู่กับพ่อ แล้วพ่อกับแม่ก็ทะเลาะกันแย่งลูก มันเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ท้ายที่สุดก็ต้องให้อภัยกัน เพราะกำลังจะแก่ตายไปด้วยกัน และเรื่องทั้งหมดก็กลายเป็นแค่อดีต คือเศร้า แต่สอนชีวิตมากนะ

9.ผ้าห่มผืนสุดท้าย

ส่วนตัวชอบเนื้อเรื่องของ ผ้าห่มผืนสุดท้าย ซึ่งเกี่ยวกับทหารภาคใต้ เป็นละครเวทีสะท้อนให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่เราเคยเห็นแต่ข่าว จนบางทีก็ชินชาไปแล้วว่า อืม…ระเบิด แต่ถ้าซูมเข้าไปในคำนี้จะเห็นบริบทว่ามีแม่ร้องไห้กี่คน ทหารแขนขาดกี่คน และคนก่อการร้ายก็มีอุดมการณ์ของเขา ทำให้เรารู้สึกเห็นใจเห็นใจไปหมด ใครจะรู้ว่าคนมิวสิคัลอย่างอาร์มจะชอบอะไรดราม่าขนาดนี้ (หัวเราะ)

 

10.กุลสตรีศรีสยาม เดอะมิวสิคัล

ละครโรงเล็ก กุลสตรีศรีสยาม เดอะมิวสิคัล เป็นคอเมดี้ที่นักแสดงทุกคนไม่ใช่ดารา คือเขาเป็นนักแสดงมืออาชีพนะ แต่ไม่ใช่นักแสดงโรงใหญ่ นางเอกคือพี่ฝน (น้ำฝน ภักดี) ครูสอนบุคลิกภาพให้นางงาม ซึ่งลุคเขาจะดูสง่ามาก แต่พอเล่นบทตลกก็ตลกแบบข้างถนนเลย ขณะที่พระเอกก็เก่งมาก บุคลิกเนิร์ดๆ จังหวะการเล่นของเขาดูดีไปหมด แล้วสีของตัวละครสุดทุกตัว ชมพูก็ชมพูแปร๋น เขียวก็เขียวสะท้อนแสง คือเนื้อเรื่องไม่หนักมาก เพราะดัดแปลงมาจากเรื่อง My Fair Lady (นังเหมียวย้อมสี) ของฝรั่งเป็นเรื่องเดิมๆ แต่ตัวละครเก่งมาก…ขำจนน้ำตาไหลเลย

(บทสัมภาษณ์จากคอลัมน์ My 10 ใน OK! ฉบับที่ 288 เดือนเมษายน 2560)

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com/
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments