ตัวตนสุดสตรองของ เมนเทอร์บี The Face Thailand และวิธีรับมือกระแสโซเชียล

คนเรามักกลัวการเปลี่ยนแปลงและไม่กล้าเผชิญกับความท้าทาย แต่นั่นคงไม่ใช่ ‘บี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์’ สาวฮอตที่แจ้งเกิดจากการเป็นนางแบบ และใช้เวลากว่า 20 ปีในวงการบันเทิงอย่างคุ้มค่ากับการเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ ที่ไม่ว่าจะร้อนหรือหนาวแค่ไหน เธอก็เอาอยู่! ครั้งหนึ่งบีเคยได้รับการโหวตให้คว้ารางวัล Sexy Star ของ OK! Awards แต่แน่นอนว่าเสน่ห์ของเธอไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะชื่อของบียังคงเฉิดฉายอยู่ในทุกๆ บทบาทที่ก้าวไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบทบาทในการเป็นหนึ่งใน ‘เมนเทอร์’ ตัวแม่จากรายการ The Face Thailand

The Face Thailand

The Face Thailand

รายการ The Face Thailand ทำให้ทุกคนเห็นบีในอีกลุคหนึ่ง แล้วบีล่ะได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ในตัวเองบ้าง

แน่นอนคือบีไม่เคยคิดว่าตัวเองจะสอนใครได้ ปกติเวลาทำงานก็อยู่ในโลกของตัวเอง พอไปอยู่ในรายการต้องมองหลายๆ มุมว่ารายการ The Face Thailand คืออะไร เราจะสามารถพัฒนาเด็กในทีมไปได้อย่างไร แต่ละซีซั่นต้องทำการบ้านเยอะ เพราะเด็กต่างกันและรูปแบบรายการก็มีเปลี่ยนไปบ้าง มันคือรายการเรียลลิตี้ที่ทำให้เราตื่นตัวตลอด รวมถึงได้รู้ว่าควรจะจัดการกับปัญหาหรือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร

มีวิธีรับมืออย่างไรกับกระแสตอบรับที่ค่อนข้างแรง

ทำใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าถ้าทำรายการนี้ต้องมีทั้งคนรักและเกลียด ถ้าคนรักก็ขอบคุณ แต่ถ้าคนเกลียดก็ปล่อยไป รู้สึกว่าไม่ต้องไปซีเรียส เพราะเรารู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรและตัวตนจริงๆ ของเราเป็นแบบไหน

จริงๆ บีเป็นคนแบบไหน

บีเป็นคนง่ายมาก กินง่าย อยู่ง่าย ถามว่าเป็นนักสู้ไหม…แน่นอนค่ะ บีค่อนข้างตรง ชอบคือชอบ ไม่ชอบคือไม่ชอบ ไม่มีตรงกลาง

การรับมือกับข่าวในวันนี้ต่างจากวันแรกที่เข้าวงการบันเทิงไหม

ตอนเด็กๆ ไม่ค่อยกล้าพูดเท่าไร แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเป็นตัวเองดีกว่า เวลาสัมภาษณ์หรือคุยกับใคร ถ้าพูดอ้อมค้อมก็ไม่จบสักที พูดให้เคลียร์เลย เพราะจริงๆ บีเป็นคนพูดจาขวานผ่าซากอยู่แล้ว ตรงๆ คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น

การใช้ชีวิตอยู่ในวงการมาร่วม 20 ปี มีผลกับการมองโลกหรือความคิดของบีแค่ไหน

ถ้าเป็นเรื่องงาน บีไม่เคยคาดหวังว่าจะต้องพีค ตั้งแต่ทำงานก็รู้อยู่แล้วว่าเส้นทางสายบันเทิงมีทั้งขึ้นทั้งลง เพราะมันมีวันที่สามารถขึ้นสูงได้และตกลงมาได้เช่นกัน  ดังนั้นบีจะทำแต่ละงานให้ดีที่สุด แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว เมื่อก่อนจะคาดหวังมากว่าอยากให้แฟนรักเราคนเดียว แต่ตอนนี้ไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว เราต้องดูแลตัวเองให้ดีก่อนจะให้คนอื่นมารัก (ในแง่ความคิดล่ะ) บีว่ายิ่งโตยิ่งมองคนได้หลากหลายขึ้น แน่นอนว่ามันมีทั้งคนที่หวังดีและไม่หวังดีอยู่แล้ว แต่จะหลีกเลี่ยงอย่างไรเท่านั้นล่ะ อย่างที่บอกว่าบีเป็นคนรักแรง เกลียดแรง ถ้าไม่ชอบก็จะไม่เอาตัวเข้าไป แล้วไปทำอะไรที่ตัวเองมีความสุข บีเป็นคนอยู่ด้วยตัวเองได้ แค่มีเสียงเพลงก็ OK! แล้ว บีติดเฟซบุ๊กนะ แต่ดูเป็นเวลา ดูคลิปตลกๆ เป็นการคลายเครียด แต่จะไม่ดูอะไรที่เป็นลบ แล้วไม่แชร์ด้วย บีว่าสังคมโซเชียลตอนนี้น่ากลัว อย่างข่าวล่าสุดเรื่องผู้ชายแต่งงานกับนางเอกมีกิ๊ก แล้วคนไปด่าผู้หญิงคนหนึ่งเป็นมือที่ 3 เยอะมาก สุดท้ายเขาออกพูดว่าไม่ได้เป็น คนที่ไปด่าเขายังไม่รู้ความจริงเลย แต่ไปด่าเขาถึงพ่อแม่ มันน่ากลัวมากๆ คือถ้าเมาส์กันในวงแคบๆ น่ะได้ แต่การด่าเสียหายขนาดนี้ในโลกโซเชียล มันไม่แฟร์ บีว่ามันเยอะไป

ส่วนตัวเคยเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้จากโลกโซเชียลไหม

ตัวบีทำรายการ The Face Thailand เจอคนด่าเยอะมาก บีเป็นเมนเทอร์ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ทีมชนะ พอชนะแคมเปญก็ต้องตัดคนจากทีมอื่นที่เข้ามาในห้องดำ เราไม่สนใจหรอกว่าเขาจะส่งใครมา ถ้าส่งคนเก่งก็ตัดออกแน่นอน เพราะมันคือเกม แล้วก็เป็นแคมเปญแรกๆ ที่ยังไม่เห็นพัฒนาการอะไร สุดท้ายคนมาด่าบี 1.5-1.6 หมื่นข้อความในอินสตาแกรม ตอนนั้นบีกำลังกินข้าวก็เปิดดูว่าทำไมเด้งบ่อยจัง แล้วเขาด่าไปถึงพ่อแม่และแฟนของเรา ขนาดว่าบีเป็นคนไม่เครียดยังรู้สึกว่า เฮ้ย! ไม่ได้แล้ว ต้องออกมาพูดอะไรบ้าง เพราะยิ่งนิ่งยิ่งด่า พอวันหนึ่งเราได้ชี้แจง เขาก็นิ่งขึ้น แล้วถอยออกมาดูว่าเราทำอะไรอยู่

รู้สึกพอใจกับชีวิตของตัวเองในตอนนี้แค่ไหน

พอใจค่ะ บีรู้สึก OK! กับตรงนี้ เพราะเป็นคนไม่กดดันตัวเองอยู่แล้ว อย่างที่บอกว่าตอนนี้จะรับแต่งานที่อยากทำจริงๆ ถ้าวันไหนไม่ทำงานก็ดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย ช่วงนี้ติดฟังเพลงกับร้องคาราโอเกะมาก เข้าไปเช็คเรตติ้งหนังบ้าง แล้วก็คุยกับเพื่อน ถึงยิ่งโตขึ้นยิ่งมีเพื่อนน้อยลง แต่เพื่อนจริงๆ ก็ยังอยู่ เจอกันเดือนละครั้ง ถามสารทุกข์สุขดิบ มีคนที่รักเราอยู่ข้างๆ แค่นี้มีความสุขแล้ว

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : twitter.com/okthailand

Comments

comments

ยิ่งรู้จักยิ่งหลงรัก! เชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ นางเอกที่หลายคนคิดถึง

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี ชื่อของนางเอกสาว ‘เชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ’ ก็ยังคงเป็นที่ชื่นชมของทุกคนเสมอ เพียงแต่อาจเปลี่ยนบทบาทไปตามวัย จากนางเอกมากฝีมือกลายเป็นนางเอกที่ไม่เพียงตกผลึกทางความคิด แต่ยังริเริ่มโครงการดีๆ มากมายเพื่อตอบแทนสังคม แม้ด้วยบทบาทหน้าที่ใหม่ที่เธอกำลังสนุกจะทำให้งานเบื้องหน้าลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่รู้ทำไมเราถึงกลับยิ่งรู้สึกรักในสิ่งที่ผู้หญิงผู้เคยเป็นเจ้าของรางวัล Female Hot Stuff และ Most Stylish Woman ของ OK! Awards คิดและทำมากขึ้น ที่สำคัญเชอรี่ยังแสดงให้ทุกคนรู้ว่าเสน่ห์ของผู้หญิงแท้จริงนั้นต้องมาจากข้างใน

12 ปีที่แล้วทุกคนรู้จักเชอรี่ในฐานะนางเอกเบอร์ต้นๆ ตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

ตอนนั้นถ่ายละครค่อนข้างต่อเนื่องและมีหลากหลายบทให้แสดงค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ยังสนุกกับการเดินทาง ไปต่างประเทศบ่อย เพราะชอบเที่ยว รวมถึงหาข้ออ้างไปเรียนคอร์สต่างๆ เพื่อจะได้อยู่นานหน่อย เช่น ทำกระเป๋า วาดรูป หรือแม้แต่การบริหารจัดการธุรกิจแฟชั่น ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเวลาว่างนั้นมีคอร์สอะไรน่าสนใจ พอกลับมาก็ถ่ายละครเรื่องใหม่ ชีวิตเป็นวงจรแบบนี้ พอ 2 ปีถัดมาเริ่มมีโอกาสศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง จากนั้นก็ไปปฏิบัติธรรม นี่น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะยิ่งศึกษาต่อเนื่อง ยิ่งเปลี่ยนไปมาก แล้วก็ส่งผลไปถึงการใช้ชีวิตของเราในหลายๆ ด้าน รวมถึงการทำงานด้วย

ดูเหมือนเชอรี่จะค่อยๆ เฟดตัวเองออกจากงานในวงการบันเทิงไปเรื่อยๆ

น่าจะเป็นอย่างนั้นค่ะ เหตุผลคือเชอรี่เริ่มทำงานตั้งแต่เด็ก ทำให้อาจไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการจริงๆ เพราะต้องทำงานหนักและเรียนไปด้วย พอถึงจุดหนึ่งที่รู้ว่าชีวิตต้องการอะไรก็เริ่มจัดรูปแบบการใช้ชีวิตให้สอดคล้อง รวมถึงส่งผลให้งานแสดงน้อยลงเรื่อยๆ เพราะสิ่งสำคัญอันดับ 1 เริ่มไม่ใช่งาน แต่เป็นครอบครัว การมีเวลาให้คนที่รักสำคัญที่สุด นอกจากครอบครัว ช่วงนี้เชอรี่จะให้เวลากับงานด้านสิ่งแวดล้อมและจิตอาสา อย่างโครงการ Little Forest ก็ทำมาเกือบ 2 ปีแล้ว ยิ่งศึกษาข้อมูลและไปอยู่กับกลุ่มคนทำงานด้านนี้ ยิ่งได้เรียนรู้และเข้าไปเกี่ยวข้องมากขึ้น แล้วยังมีโอกาสไปพูดเกี่ยวกับเรื่องที่ทำเพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้น้องๆ ตามมหาวิทยาลัยด้วย นี่คืองานอีกแบบที่เปลี่ยนโลกการทำงานของเราไปเลย

มุมมองที่มีต่อวงการบันเทิงก็เปลี่ยนไปด้วยไหม

ต้องเปลี่ยนไปแน่นอนอยู่แล้วค่ะ เพราะเราไม่ใช่คนวงในเหมือนเมื่อก่อนที่ชีวิตมีแต่วงการบันเทิง ทั้งแสดงละคร เดินแบบ ถ่ายแบบ หรือแม้แต่งานอีเว้นต์ คือทุกอย่างในชีวิตรายล้อมด้วยคนในวงการบันเทิง แต่พอเจอคนกลุ่มใหม่ที่เป็นเรื่องอื่นๆ เราก็เลยไม่ใช่คนวงในที่จะได้รู้และอัพเดตเท่าเมื่อก่อนแล้ว ถามว่าเปลี่ยนไปแค่ไหน…คงรู้สึกว่าตัวเองกระเถิบออกมาข้างนอกนิดหนึ่ง แต่ก็แวดล้อมไปด้วยเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในวงการบันเทิงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังเหมือนเดิม

พอไม่ได้แสดงละครนานๆ มีความโหยหาหรือคิดถึงไหม

คือมีความรู้สึกว่าอยากแสดง แต่ไม่ได้มีความรู้สึกว่าต้องแสดงแล้วนะ คิดถึงเหลือเกิน อย่างที่บอกว่าตอนนี้ชีวิตเปลี่ยนมาทำงานในสิ่งที่แปลกใหม่มากสำหรับเชอรี่ โลกมันเปิดอีกมุมหนึ่งเลย การที่ได้เรียนรู้ หาข้อมูล และรู้จักคนกลุ่มใหม่ๆ ก็เป็นความสนุกอีกแบบ

แสดงว่าตอนนี้ยังไม่มีบทละครเรื่องไหนดึงดูดให้อยากเล่นใช่ไหม

ยังค่ะ

ในขณะที่ดาราหลายคนตกเป็นข่าวมากมาย คิดว่าเพราะอะไรนางเอกชื่อ ‘เชอรี่ เข็มอัปสร’ ถึงไม่เคยมีข่าวเสียหายเลย

ไม่รู้เหมือนกันค่ะ (หัวเราะ) ส่วนตัวชอบให้คนโฟกัสเรื่องงานนะ เพราะมันทำให้การใช้ชีวิตของเรายังเป็นคนปกติธรรมดาได้ โดยไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตส่วนตัวไปเป็นข่าว คือต้องยอมรับว่าการเป็นข่าวเรื่องชีวิตส่วนตัวไม่ได้ทำให้การใช้ชีวิตง่ายเท่าไร ดังนั้นเชอรี่จึงชอบให้คนโฟกัสเรื่องงานมากกว่า เพราะดีสำหรับเราด้วย

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

 Website : http://www.okmagazine-thai.com/
 Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
 Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

ชีวิตนอกกรอบของศิลปินหนุ่มมาดขบถ ‘นัมแทฮยอน’

จริงอยู่ว่าการเริ่มต้นเป็นสิ่งที่ยากที่สุด แต่ถ้าคุณมัวแต่กลัว…ก็คงจะไม่มีวันก้าวไปถึงจุดที่ฝันได้สักที Nam Tae-Hyun (นัมแทฮยอน) คือหนึ่งในตัวอย่างที่ดี แน่นอนว่ากว่าจะมาเป็นศิลปินได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขากลับกล้าที่จะพาตัวเองออกจากกรอบ ด้วยการสละโอกาสจากการก้าวขึ้นเป็นบอยแบนด์อันดับต้นๆ ในฐานะสมาชิกวง WINNER เพื่อไปนับหนึ่งใหม่กับการทำเพลงตามแนวที่ต้องการ แม้จะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากกระแสคำวิจารณ์มากมาย แต่นัมแทฮยอนก็ฝ่าฟันมาได้ พร้อมๆ กับการตั้งบริษัทและวงดนตรีของตัวเองภายใต้ชื่อ South Club ซึ่งทำให้เขาได้กลับมายืนบนเวทีอย่างภาคภูมิใจอีกครั้ง ทั้งเป็นโอกาสดีให้เขาพาเพื่อนสมาชิกในวงมาเปิดคอนเสิร์ตครั้งแรกในบ้านเรา South Club (Nam Tae-Hyun) Music Fan Meeting in Bangkok จัดโดย Do Concert เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

Nam Tae-Hyun

Nam Tae-Hyun

หลายคนอาจตัดสินไปโดยยังไม่ทันได้ฟังด้วยซ้ำว่าเพลงของนัมแทฮยอนน่าจะฟังยาก ซึ่งก็เหมือนกับตัวตนของเขาที่อาจไม่ได้เข้าใจยากอย่างที่คิด เพียงแต่คุณต้องเปิดใจ เพราะไม่ว่าจะเป็นเพลงหรือตัวตนของผู้ชายวัย 23 ปีคนนี้ ต่างก็มีเสน่ห์ดึงดูดไม่แพ้กัน เรียกว่าถ้าใครหลงไปทำความรู้จักคงยากจะถอนตัว และอีกสิ่งที่ OK! สัมผัสได้คือทุกอย่างที่ออกมาจากเขาล้วนจริงใจ ทุกคำพูดและการกระทำของศิลปินคนนี้ไม่ใช่ใบมีด แต่คือกระจกที่สะท้อนให้เราเห็นถึงความจริง

พอจะบอกได้ไหมว่านัมแทฮยอนที่กำลังนั่งคุยกับเราอยู่ตอนนี้มีความน่าสนใจอย่างไร

ผมเป็นคนรักสัตว์ครับ ตอนนี้จึงมีสัตว์เลี้ยง 4 ตัว (แมว 3 ตัว และสุนัข 1 ตัว) แล้วก็ชอบเล่นเทนนิส อีกอย่างคือผมเป็นคนขี้เกียจมาก (หัวเราะ) เวลาแต่งเพลงก็จะค่อยๆ ทำ แต่ถ้ากำลังมีไฟก็จะทำรวดเดียวจนเสร็จเลย เพลงที่ผมทำเสร็จเร็วที่สุดคือ Believe U ใช้เวลาทำ 1 วัน ขณะที่เพลง Dirty House ใช้เวลาทำถึง 3 ปี เพราะไม่ค่อยมั่นใจกับเพลงนี้เท่าไร ก็แต่งไป หยุดไป หรือไม่ก็รื้อมาทำใหม่ ทำให้ต้องใช้เวลากว่าจะทำเสร็จ

หลายคนมองว่า ‘นัมแทฮยอน’ มีความติสต์อยู่ในตัวสูง บางครั้งก็เหมือนไม่แคร์โลก จริงๆ เป็นอย่างนั้นไหม

จริงๆ ผมอยากเข้าไปพูดคุยกับคนอื่นแบบคนปกติทั่วไปนะ แต่คนอื่นชอบมองว่าผมเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง (หัวเราะ)

มีคนเปรียบเทียบคุณว่าเหมือนกับกล่องของขวัญที่ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร พอเปิดมาแล้วจะเซอร์ไพรส์

มันเป็นการเปรียบเทียบที่ผมชอบมากเลยครับ (หัวเราะ)

สนใจไหมว่าคนจะมองคุณเป็นแบบไหน

ถ้าในชีวิตประจำวันหรือตอนอยู่บนเวที ผมก็แคร์สายตาของคนอื่นว่าเขาจะคิดอย่างไรเหมือนกัน แต่ถ้าในแง่ของดนตรี ผมพยายามจะไม่ฟังความคิดเห็นของคนอื่น เพราะความคิดเห็นมันหลากหลาย คือผมพยายามจะดึงไอเดียของตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เป็นตามแนวที่ตัวเองต้องการ

Nam Tae-Hyun

Nam Tae-Hyun

ดูเหมือนลุคของคุณจะตรงกันข้ามกันเลย เวลาอยู่กับดนตรีจะดูเป็นผู้ใหญ่มาก แต่พอปกติก็จะดูเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง

เวลาอยู่บนเวที ผมอยากทำทุกอย่างให้เต็มที่ เพราะพูดตรงๆ ว่ามันมีทั้งคนที่ต้องเสียเงินและบางคนที่ต้องเดินทางมาไกล เพื่อมาดูผม ผมจึงอยากทำให้พวกเขารู้สึกประทับใจ ซึ่งผมค่อนข้างจะจริงจังกับตัวเองว่าต้องทำให้ดี แต่ถ้าไม่ได้อยู่บนเวทีก็ไม่มีอะไร (หัวเราะ)

พอใจแค่ไหนกับ South Club (Nam Tae-Hyun) Music Fan Meeting in Bangkok ที่ผ่านมา

อย่างที่ผมบอกกับแฟนๆ ในคอนเสิร์ตว่าตั้งแต่จัดคอนเสิร์ตในฐานะวง South Club ครั้งนี้คือเวทีที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยแสดงมาเลย ทั้งเสียงกรี๊ดและการตอบรับของแฟนคลับชาวไทยนั้นสุดยอดมาก แล้วผมเองก็สนุกมาก ผมประทับใจกับคอนเสิร์ตครั้งนี้มากๆ เลยล่ะครับ

อย่างที่รู้กันว่าคุณตัดสินใจออกจากวง WINNER เมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นไม่กลัวที่จะต้องเริ่มใหม่อีกครั้งหรือ

ตอนนั้นผมก็กังวลเหมือนกันครับ เพราะมีแฟนคลับที่ยังชื่นชอบผมในฐานะสมาชิกวง WINNER เป็นจำนวนมาก ดังนั้นผมจึงกลัวว่าจะทำให้พวกเขาผิดหวังหรือเสียใจหรือเปล่า แต่ถ้าพูดในแง่ของดนตรี มันก็คือการเริ่มต้นใหม่ในสไตล์เพลงที่เป็นแนวของผม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบ

คิดไหมว่าถ้าไม่ได้ไปต่อบนเส้นทางดนตรีจะทำอย่างไร

ไม่เคยมีทางเลือกอื่นสำหรับผมเลยครับ (ดนตรีคือเป้าหมายเดียวของคุณอย่างนั้นหรือ) ใช่ครับ

การตัดสินใจวันนั้นเปลี่ยนชีวิตของคุณไปอย่างไรบ้าง

มันเป็นการตัดสินใจที่ทำให้ชีวิตของผมเติบโตขึ้นอีกขั้น มีหลายๆ อย่างที่ผมได้เรียนรู้ แล้วก็ยังมีอีกหลายๆ อย่างที่ผมควรจะเรียนรู้ รวมถึงมีบางอย่างที่ผมอยากแนะนำคนอื่นด้วยเหมือนกัน ส่วนตัวผมคิดว่าเส้นทางที่เลือกเดินอยู่ตอนนี้ก็ไม่ค่อยแตกต่างจากเมื่อก่อนเท่าไร เพราะท้ายที่สุดแล้วผมก็ยังอยู่บนเส้นทางสายดนตรีเหมือนเดิม

อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ OK! Magazine Issue 296

Nam Tae-Hyun

Nam Tae-Hyun

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่…

♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com/
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

10 ละครเวทีสุดประทับใจของ ‘อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ’

หลังจากที่เปิดเผยโฉม ‘หน้ากากระฆัง’ จากรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง หนุ่มมากความสามารถอย่างอาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ ก็ได้แสดงความสามารถอันเหลือล้นของเขาผ่านผลงานต่างๆ อีกมากมาย ล่าสุดเขาก็ได้ไปโชว์ฝีมือใน ‘คุณพระช่วยสำแดงสด ๗ นาคฟ้อน มังกรระบำ’ ด้วยวาระพิเศษกับการถ่ายทอดบทเพลงและโชว์ตระการตาในรูปแบบวัฒนธรรมไทย-จีน ประสบการณ์ต่างๆ สั่งสมให้อาร์มเป็นนักแสดงฝีมือเยี่ยมของวงการละครเวที แต่เขาก็ยังขยันลับฝีมือของตัวเองให้คมกริบอยู่เรื่อยๆ รวมถึงหาเวลาไปเสพความสุขและเรียนรู้การแสดงเพิ่มเติมจากละครเวทีเรื่องอื่นในฐานะผู้ชม ซึ่งอาร์มได้เลือกละครเวทีที่ประทับใจมากเป็นพิเศษมาบอกกับเรา 10 เรื่องด้วยกัน

1.เปิด (กระ) โปงคอนแวนต์

เปิด (กระ) โปงคอนแวนต์ เป็นละครนิเทศศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงนั้นอาร์มเรียนอยู่ปี 1 และได้เป็นคนเปิดไฟตามพระเอกและนางเอก ทำให้เราเห็นโลกเบื้องหลังของละครเวทีว่า 1 คนวิ่งอยู่บนเวที มีอีก 10 คนวิ่งอยู่หลังเวที คือเป็นเรื่องที่ทำให้อาร์มได้รู้จักละครเวทีจริงๆ ว่าคืออะไร เพราะก่อนหน้านั้นเคยได้แต่ดูอย่างเดียว รวมถึงรู้ว่าการจะได้เล่นละครต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เพราะอาร์มไปแคสต์มา 3 บท…ปิ๋วหมด (หัวเราะ) มันเป็นโรงเรียนสอนให้รู้ว่าต้องมีการเตรียมพร้อมนะ เราต้องมีของและมีความตั้งใจด้วย

2.อลหม่านหลังบ้านทรายทอง

ครูที่สอนอาร์มร้องเพลงเป็นคนแนะนำให้ไปดู เรื่องอลหม่านหลังบ้านทรายทอง คือ บ้านทรายทอง ที่นำมาทำเป็นตลก เรียกว่าเป็นโชว์ซ้อนโชว์ มีป๊าจิ๊ (อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ) และนักแสดงหลายๆ คนคือช่ำชองมาก อาร์มว่าคอเมดี้เป็นอะไรที่เล่นยากที่สุดแล้วนะ ซึ่งเรื่องนี้หัวเราะจนน้ำตาไหล จำได้ว่าตอนนั้นใส่กางเกงน้ำเงินไปดู เพราะยังเรียนมัธยมอยู่…นานมาก ไปดูแล้วก็ชอบ รู้สึกประทับใจ เพราะตลกและจังหวะดีมาก มีเทคนิคของโรงละครที่หมุนจากหน้าฉากเป็นหลังฉาก ความรู้สึกของเราตอนนั้นคือเจ๋งน่ะ

3.The Phantom of the Opera

The Phantom of the Opera เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องชอบและรู้จัก อาร์มได้ดูครั้งแรกตอนที่พี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) นำมาแสดงที่เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์นี่ล่ะ ดูแล้วก็ขนลุกไปหมดตั้งแต่เพลงเปิด…ชอบมาก ยิ่งใหญ่และสุดยอดจริงๆ อาจเพราะได้ดูใกล้ด้วย คือที่นั่งก็มีผลกับความรู้สึกเหมือนกัน อาร์มรู้สึกว่าต้องไม่ไกลเกิน เพื่อจะเห็นความรู้สึกทั้งหมดของนักแสดงผ่านสีหน้า แต่ที่ทำให้อินมากกว่านั้นคือพวกผู้ใหญ่ที่ไปดูมาเล่าให้ฟังว่าเวทีเหมือนเวทมนตร์เลยนะ จู่ๆ ก็มีเรือลอยมาบนเวที แชนเดอเลียลอยขึ้นไป เชิงเทียนผุดจากล่างเวที แล้วภาพทั้งหมดเกิดขึ้นตรงหน้าเรา โอ้โห! เจ๋งไปหมด

4.Les Misérables

ปีที่แล้วอาร์มตั้งใจบินไปดูเรื่อง Les Misérables นี้ที่สิงคโปร์เลย เป็นนักแสดงจากออสเตรเลียมาเล่น คือสิงคโปร์ดีอย่างที่ทุกๆ ปีจะนำละครบรอดเวย์มาเล่นวนไปเรื่อยๆ เรื่องนี้อาร์มได้ที่นั่งแทบจะหลังสุด เพราะบัตรแพง แต่ขนลุก เพราะเขาส่งพลังมาเยอะมาก คือถ้ารู้ว่าเรื่องไหนที่นั่งไม่ดี อาร์มจะมีกล้องส่องทางไกลเป็นอุปกรณ์ เพราะเรามีอาชีพนักแสดงก็อยากเห็นสีหน้าของเขาว่าเป็นอย่างไร การเคลื่อนจากอารมณ์ 1 ไป 2 อีกอย่างคือเห็นเทคนิคการร้องของเขา ดูปากรู้เลยว่าเขาดันลิ้นออกมา ซึ่งไม่เหมือนกับนักร้องบ้านเรา แล้วก็ประทับใจฉากที่ผู้ร้ายจะกระโดดฆ่าตัวตาย โดยมีราวสะพานเลื่อนมาอยู่หน้าตัวละคร พอกระโดด 1 ก้าว ก็เก็บสะพาน จู่ๆ สลิงที่ติดตอนไหนไม่รู้ก็ทำให้ตัวละครค้างอยู่กลางอากาศ แล้วฉากหลังก็ฉายภาพวังน้ำวนเป็น 3 มิติ คือเปลี่ยนมุมมองไปเป็นภาพจากมุมสูง ผมนั่งอ้าปากค้างเลย…คิดได้อย่างไร ทุกปีเขาจะเปลี่ยนเทคนิคไปเรื่อยๆ ซึ่งนี่คือเทคนิคล่าสุดที่ใช้

5.เด็กพิเศษ

เด็กพิเศษ เป็นละครโรงเล็กที่ไม่ใช่มิวสิคัล อาร์มชอบบทของเรื่องนี้มาก แล้วก็ถูกนำเสนอโดยนักแสดงชั้นครู คนที่เล่นเป็นแม่คือครูเงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ซึ่งอาร์มเป็นลูกศิษย์ของครู ก็เลยมีความลำเอียงมากเป็นพิเศษ (หัวเราะ) คือเรื่องพูดถึงเด็กอัจฉริยะที่เป็นออทิสติก ฉากที่เด็ดมากคือเด็กชอบทำผิดให้แม่ใช้ไม้ตีตลอด คนดูจะแบบหาเรี่องอีกแล้ว แต่ตัดภาพมาบอกว่าการรับรู้ของเด็กออทิสติกต่างคนทั่วไป เขาเข้าใจว่าการถูกแม่ตีคือวิธีแสดงความรัก แล้วเป็นสัญลักษณ์ว่าทฤษฎีที่เด็กคนนี้คิดจนโด่งดังไปทั่วโลกมาจากไม้ที่แม่บิดเป็นองศาแล้วตีเขา คือเรื่องมันทั้งสะท้อนและประชดชันสังคม รวมถึงทำให้เข้าใจว่าเด็กพิเศษมีมุมมองต่างจากเรา มันชนทุกหน้าที่ที่ละครเวทีทำได้เลย ทั้งให้ความบันเทิง เสียงหัวเราะ และสาระ เรื่องนี้คือท็อป 3 สำหรับอาร์มเลย

6.โหมโรง เดอะมิวสิคัล

โฆษณามาก (หัวเราะ) ตัดตรงที่อาร์มเป็นคนเล่น โหมโรง เดอะมิวสิคัล ออกไป คือรู้สึกว่าเรื่องนี้เจ๋ง เพราะถ่ายทอดความเป็นดนตรี แล้วก็ประชันกันสดๆ บนเวที ขณะเดียวกันก็พูดถึงดนตรีไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังจะหายไป เพราะคนชอบมองว่าดนตรีไทยเป็นของสูง ควรวางไว้บนหิ้ง แต่การวางไว้บนหิ้งนี่ล่ะที่จะทำให้หายไป ดังนั้นต้องดึงลงมาใช้ อาร์มรู้สึกว่านี่คือแมสเสจจากเรื่องนี้ที่เจ๋งมาก แล้วผู้กำกับก็กำกับตามหนังฉากต่อฉากเลย เอาจริงๆ มันยากเหมือนกัน แต่เขาทำออกมาได้ฉลาดมาก เรื่องนี้จึงเป็นหนึ่งในละครเวทีในใจของอาร์มเลย (ในฐานะที่เป็นนักแสดงกดดันไหม) กดดันครับ เพราะหนังจะถ่ายโคสอัพแค่มือและใช้สแตนด์อินตีระนาด แต่อาร์มต้องฝึกจริงๆ วันละ 1-2 ชั่วโมง ช่วงนั้นเครียดมากจนอยากจะหนี แต่สุดท้ายมันก็สอนให้เรารู้ว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

7.Memphis the Musical

ตอนนั้นอาร์มไปทำงานที่อังกฤษ แล้วมีโอกาสได้ดูเวสต์เอนด์เรื่อง Memphis the Musical คือคนอังกฤษจะเรียกว่าเวสต์เอนด์ ส่วนคนอเมริกันจะเรียกว่าบรอดเวย์ ดูแล้วรู้สึกว่านี่ล่ะมาตรฐานเวสเอนด์ของฝรั่งต้องสุดขนาดนี้ แม้แต่ตัวประกอบเล็กที่สุดในเรื่องยังมีความสามารถมากกว่าอาร์ม 50 เท่าได้ เต้นสุดประหนึ่งนักบัลเล่ย์ ร้องสุดประหนึ่งวิตนีย์ ฮูสตัน ยิ่งแอ็กติ้งยิ่งไม่ต้องพูดถึง พูดง่ายๆ คือเล่นดีทุกตัวละคร ถึงขั้นจบองค์ที่ 1 น้ำตาอาร์มไหลออกมาเองเลย ทั้งที่ไม่ใช่บทเศร้า แต่มันสุดและปะทะเราแรงมาก นักแสดงและนักร้องทั้งหมดของเรื่องนี้เป็นคนผิวสี ซึ่งเขาเล่นสุดพลังอยู่แล้ว

8.เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรก…ถึงวันลา

เรื่อง เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรกถึงวันลา เป็นแนวดราม่าที่อาร์มชอบส่วนตัวอยู่แล้ว พี่นก (สินจัย เปล่งพานิช) และพี่กบ (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) ก็เล่นดีมาก อาร์มชอบทั้งบทและการแสดงของนักแสดง มันเป็นดราม่าของคนในครอบครัวที่ทำให้เห็นว่าการที่ 2 คนรักกันตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจุดจบมีเรื่องราวเยอะมาก ทะเลาะกัน มีลูก แล้วก็หย่า มีฉากที่คนดูใจจะขาดคือแม่ต้องพาลูกไป ซึ่งลูกพยายามทำทุกวิถีทางให้ได้อยู่กับพ่อ แล้วพ่อกับแม่ก็ทะเลาะกันแย่งลูก มันเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ท้ายที่สุดก็ต้องให้อภัยกัน เพราะกำลังจะแก่ตายไปด้วยกัน และเรื่องทั้งหมดก็กลายเป็นแค่อดีต คือเศร้า แต่สอนชีวิตมากนะ

9.ผ้าห่มผืนสุดท้าย

ส่วนตัวชอบเนื้อเรื่องของ ผ้าห่มผืนสุดท้าย ซึ่งเกี่ยวกับทหารภาคใต้ เป็นละครเวทีสะท้อนให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่เราเคยเห็นแต่ข่าว จนบางทีก็ชินชาไปแล้วว่า อืม…ระเบิด แต่ถ้าซูมเข้าไปในคำนี้จะเห็นบริบทว่ามีแม่ร้องไห้กี่คน ทหารแขนขาดกี่คน และคนก่อการร้ายก็มีอุดมการณ์ของเขา ทำให้เรารู้สึกเห็นใจเห็นใจไปหมด ใครจะรู้ว่าคนมิวสิคัลอย่างอาร์มจะชอบอะไรดราม่าขนาดนี้ (หัวเราะ)

 

10.กุลสตรีศรีสยาม เดอะมิวสิคัล

ละครโรงเล็ก กุลสตรีศรีสยาม เดอะมิวสิคัล เป็นคอเมดี้ที่นักแสดงทุกคนไม่ใช่ดารา คือเขาเป็นนักแสดงมืออาชีพนะ แต่ไม่ใช่นักแสดงโรงใหญ่ นางเอกคือพี่ฝน (น้ำฝน ภักดี) ครูสอนบุคลิกภาพให้นางงาม ซึ่งลุคเขาจะดูสง่ามาก แต่พอเล่นบทตลกก็ตลกแบบข้างถนนเลย ขณะที่พระเอกก็เก่งมาก บุคลิกเนิร์ดๆ จังหวะการเล่นของเขาดูดีไปหมด แล้วสีของตัวละครสุดทุกตัว ชมพูก็ชมพูแปร๋น เขียวก็เขียวสะท้อนแสง คือเนื้อเรื่องไม่หนักมาก เพราะดัดแปลงมาจากเรื่อง My Fair Lady (นังเหมียวย้อมสี) ของฝรั่งเป็นเรื่องเดิมๆ แต่ตัวละครเก่งมาก…ขำจนน้ำตาไหลเลย

(บทสัมภาษณ์จากคอลัมน์ My 10 ใน OK! ฉบับที่ 288 เดือนเมษายน 2560)

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com/
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

งานดีต้องบอกต่อ! เปิดโปรไฟล์ 5 หนุ่มรูปหล่อ ทายาทนักธุรกิจตระกูลดัง

สาวๆ หลายคนวาดฝันไว้ว่าอยากพบรักแท้กับหนุ่มหล่อที่มีหน้าที่การงานมั่นคง และจะรู้สึกเหมือนได้โชคสองชั้นถ้าหากว่าเขาคนนั้นมาจากชาติตระกูลที่ดี ใครที่มีความปรารถนาเช่นนี้บอกเลยว่าคอลัมน์ต่อไปนี้เหมาะกับคุณมากๆ OK! ขอแนะนำให้รู้จักกับ 5 หนุ่มผู้เป็นทายาทนักธุรกิจตระกูลดังของเมืองไทย บอกเลยว่าพวกเขาเหล่านี้ทั้งหน้าตาดี การศึกษาเลิศ ทำงานเก่ง แถมยังมีทัศนคติที่น่าสนใจอีกด้วย

1.จีน-อิทธิฤทธิ์ รัตนทารส

‘ทายาทห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่กำลังจะกลายเป็นหนุ่มฮอตในแวดวงสังคม’

ลูกชายคนโตวัย 20 ปีของคุณอ้อย-อัจฉรา อัมพุช ผู้บริหารแห่งอาณาจักรเดอะมอลล์ กับคุณกอล์ฟ-ณชนก รัตนทารส นักธุรกิจชื่อดัง สเน่ห์ของเขาคือรูปร่างหน้าตาและการพูดจาที่สะกดใจสาวๆ ได้อยู่หมัด

การศึกษา: เพิ่งจบไฮสคูลจาก Shrewsbury School ประเทศอังกฤษ และกำลังจะไปเรียนต่อที่ Syracuse University ทางด้าน Interior Design and Architecture ประเทศสหรัฐอเมริกา

ความสามารถพิเศษ: ฟุตบอล ได้เป็นกัปตันทีมตั้งแต่ยังเด็ก พอไปเรียนที่อังกฤษก็เล่นฟุตบอลจนติดทีมโรงเรียน และเป็นคนไทยคนแรกที่มีโอกาสไปเตะให้ Independent School Football Association (ISFA)

สเตตัสหัวใจ: ยังไม่มีแฟน (แต่อยู่ในช่วงเดต)

สาวในสเป็ก: อยู่ตรงกลางระหว่างเซ็กซี่กับน่ารัก เน้นดูที่บุคลิก และต้องดูว่าเพื่อนชอบด้วยไหม

แพลนในอนาคตนำความรู้ด้านอินทีเรียดีไซน์ที่เรียนมาใช้กับกิจการของที่บ้าน เช่น การออกแบบต่างๆ เพื่อช่วยดึงคนให้เข้ามาเดินในห้างมากขึ้น

IG: @generatanadaros

เส้นทางของทายาทนักธุรกิจ

เดี๋ยวนี้การที่คนจะมาเดินห้างสรรพสินค้าเป็นเรื่องที่ยากขึ้น ผมคิดว่าการเลือกเรียนมาทางด้านนี้อินทีเรียดีไซน์น่าจะเข้ามาช่วยดึงคนให้เข้ามาเดินในห้างได้ครับ ซึ่งถ้าจะให้เรียนจบและได้ใบอนุญาตสร้างตึกด้วยเลย แต่ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี ซึ่งอาจจะนานเกินไป อยากกลับมาช่วยงานที่บ้านให้เร็วกว่านั้น เลยคิดว่าจะเรียน 4 ปีจนจบปริญญาตรี แล้วไปเรียนต่อทางด้านธุรกิจเลยดีกว่า แต่ถ้าวันหนึ่งเราจะต้องสร้างตึกก็คงหาคนมาช่วย แล้วผมก็ดูแลทางด้านดีไซน์แทนครับ

คุณหนูติดดิน

ผมไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่อายุ 12 ปีครับ ช่วงที่ไปไม่ค่อยคิดถึงบ้านเท่าไร เพราะคุณพ่อจับผมส่งไปเรียนซัมเมอร์แคมป์ตั้งแต่เด็กๆ ท่านไม่อยากให้ใช้ชีวิตแบบคุณหนู อยู่บ้านตลอด ท่านสอนให้หาวิธีเอาตัวรอดด้วยตัวเอง ตอนเรียนที่เมืองไทย ผมไม่ได้มีอะไรที่ดูแตกต่างจากเพื่อนๆ เลย เป็นเด็กนักเรียนธรรมดาคนหนึ่ง ที่โชคดีมีรถมารับมาส่ง กินข้าวที่บ้าน ไม่ได้ไปกินหรูหราที่ไหน พ่อแม่ผมไม่เคยให้ทำหรือได้อะไรเกินเพื่อนคนอื่น

ฝึกงานเพื่อการเรียนรู้

ตอนอายุ 15 ได้ฝึกงานที่ร้านอาหารของคุณพ่อเสิร์ฟอยู่ 1 อาทิตย์  แล้วไปฝึกงานต่อที่แมคโดนัลด์ แต่ตอนนี้ผมมาฝึกงานแบบจริงจังเลย เข้าออฟฟิศเหมือนพนักงานทุกคน ทำงานกับคุณแม่ ป้าแอ๊ว แล้วก็เรียนรู้งานกับพี่ชมพู (พลอยชมพู อัมพุช) พี่เขาดูแลดีมากครับ ช่วยหางานให้ทำ ผมได้ไปเรียนรู้เรื่องการออกแบบ การพัฒนา คิดวิธีว่าทำอย่างไรให้คนมาเดินห้างให้มากขึ้น แล้วก็มีเข้าไปฟังเขาประชุมกัน ครั้งแรกที่เข้าไปฟังในห้องประชุมใหญ่ ผมแอบอยู่ที่มุมห้อง แล้วอยู่ๆ ป้าแอ๊วก็เรียกให้นำเสนอไอเดียขึ้นมาหน่อย ผมนี่ตอบไม่ถูกเลย ขำตัวเองถึงวันนี้

ผู้ชายต้นทุนระดับพรีเมียม

การเกิดมาเป็นลูกของคุณพ่อ คุณแม่ เป็นเรื่องที่กดดันกับผมมากเหมือนกันครับ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ป้าแอ๊วจะบอกว่าผมต้องมาทำโน่นนี่ให้เดอะมอลล์ต่อ ต้องเรียนเก่งๆ จบไวๆ จะได้มาช่วยกัน แต่พอได้มาลองฝึกงาน ดูงาน ความกดดันก็ค่อยๆ หายไป เพราะได้เรียนรู้มุมมองการทำงานจากคุณแม่ จากป้าแอ๊ว ทั้งวิธีคิด วิธีพูด การออกแบบ เรียนรู้ว่าการดึงดูดคนเข้ามาเดินในห้างเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งป้าแอ๊วจะเป็นคนอธิบายให้ฟังตลอดทั้งเรื่องการวางร้าน ส่วนน้าๆ ก็ช่วยดูด้านออนไลน์ เราก็เลยเริ่มรู้จักงานที่จะต้องเข้ามาทำในอนาคตมากขึ้นครับ

เก็บเกี่ยว เที่ยวแบ็กแพ็ก

อย่างที่บอกว่าผมต้องกลับมาทำงานที่บ้าน แต่ก็อยากได้ประสบการณ์จากเมืองนอกก่อน อยากไปเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาก่อน จะได้เรียนรู้จากการทำงานตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับผู้บริหาร เพื่อที่จะเข้าใจทุกคน และบริหารงานได้ถูกจุด ผมอยากไปฝึกงานที่อังกฤษหรืออเมริกาสัก 1 ปี จากนั้นอยากไปเที่ยวอีกหน่อย มีเพื่อนคนหนึ่งวางแผนเดินทางจากอเมริกาใต้จนมาถึงเอเชีย ทำกิจกรรมทุกอย่าง ผมเองก็อยากทำอะไรแบบนั้นบ้างแต่คงไม่เท่าเขา

พ่อแม่คือไอดอล

คุณพ่อเป็นไอดอลของผมในเรื่องการท่องเที่ยว พ่อเป็นคนที่รู้จักคนเยอะเลยอยากเป็นแบบนั้นบ้าง คือดูโดดเด่นนิดหน่อย แล้วก็พยายามจะแต่งตัวให้เท่เท่าคุณพ่อด้วย แต่คงไม่มีทาง (หัวเราะ) ส่วนคุณแม่เป็นไอดอลในเรื่องการทำงาน รวมถึงมารยาทครับ เรื่องหลังนี่คุณพ่อ คุณแม่ผมเป็นตัวอย่างที่ดีทั้งคู่เลยครับ

ข้อดีและข้อเสียที่อยากปรับปรุง

ข้อดีคืออะไรที่สำคัญ ผมจะตั้งใจมาก แต่ข้อเสียคือถ้าอะไรที่เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ผมจะไม่ค่อยใส่ใจ

ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบในมุมมองของจีน

ผู้ชายคนนั้นจะเป็นใครก็ได้ แต่ต้องเป็นคนที่ทำงานเก่ง ดูดี มีบุคลิกที่น่านับถือ มีมารยาท มีวินัย อ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติคนอื่นและมีความน่าเชื่อถือครับ


2.ทักกี้-อนณ ชินพิลาศ

หนุ่มอารมณ์ศิลป์ผู้หลงใหลในเสียงดนตรี

ทักกี้-อนณ ชินพิลาศ ลูกพี่ลูกน้องของคุณโอ๊ค-อัครรัฐ วรรณรัตน์ และคุณวิน-วีร์กฤติ ว่องวัฒนะสิน ผู้บริหารบริษัท Motif กรุ๊ป ด้วยหน้าตาและโปรไฟล์ที่แสนเพอร์เฟ็กต์ทำให้โมเดลลิ่งหลายแห่งติดต่อให้เขาไปถ่ายโฆษณาและมิวสิกวิดีโอ แม้จะมีแววว่าเขาน่าจะไปได้ดีกับงานเบื้องหน้า แต่ทักกี้ก็บอกว่ายังมีงานด้านอื่นที่เขาสนใจ นั่นคือนิวมีเดียอย่างไลน์หรือยูทูบ เพราะธุรกิจตรงนี้สามารถต่อยอดได้อีกไกล ถ้ามีโอกาสเข้าไปทำงานตรงนี้เมื่อไร คงเป็นอะไรที่สนุกมาก

การศึกษา: Australian Institute of Music คณะ Bachelor of  Business and entertainment Management ประเทศออสเตรเลีย

ความสามารถพิเศษ: เล่นดนตรี เปียโน กีตาร์ เบส และเชลโล่ รวมถึงงานเบื้องหลัง เช่น การทำอาร์ตไดเร็กชั่นของมิวสิกวิดีโอ ภาพโปรโมต ฯลฯ

สเตตัสหัวใจ: มีแฟนแล้ว

แพลนในอนาคตอยากทำงานเกี่ยวกับนิวมีเดีย เช่น ไลน์ ยูทูป เพราะเป็นอะไรที่น่าสนใจและเป็นธุรกิจที่ยังไม่อิ่มตัว

IG: @anon_c

ธุรกิจบันเทิงกับความชื่นชอบ

สาขาที่ผมเรียนจะเกี่ยวข้องกับบริหารธุรกิจบันเทิงครับ ซึ่งเราจะเรียนทุกอย่างโดยรวม มีทั้งเรื่องไฟแนนซ์ มาร์เก็ตติ้ง พีอาร์ กฎหมาย ทรัพยากรมนุษย์ ฯลฯ แล้วก็มีวิชาเลือกที่สามารถเลือกเองได้ด้วย ซึ่งผมเลือก Beginner Sound Engineer ครับ เพราะอย่างน้อยเราก็มีทักษะทางด้านดนตรีมาบ้าง (เล่นเครื่องดนตรีชิ้นไหนได้บ้างคะ) ผมเคยเรียนเปียโน แต่ก็ไม่ได้เล่นมาหลายปีแล้ว นอกจากนี้ก็มีกีตาร์ เบส เชลโลที่พอจะเล่นได้ครับ ตอนที่เข้าเรียนผมต้องใช้เวลาทำการบ้านกับเรื่องนี้พอสมควร เพราะพอเขาพูดชื่อศิลปินทั้งที่อเมริกาหรือที่ออสเตรเลียมากลายเป็นว่าผมไม่รู้จักใครเลย ก็เลยต้องทำการบ้านด้วยการจดชื่อแล้วเสิร์ชหาข้อมูลว่าพวกเขาเป็นใคร ใช้เวลาประมาณหนึ่งเลยกว่าจะเคยชินกับชื่อพวกนี้

ชีวิตที่เมืองจิงโจ้และความสามารถที่ค้นพบ

สาเหตุที่เลือกเรียนที่ซิดนีย์ก็เพราะมีญาติๆ เคยไปเรียนแล้วซื้อบ้านไว้ พอผมเรียนจบ ม.3 ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนก็ไปเรียนต่อไฮสคูลที่นั่นเลยเพราะรู้สึกว่าน่าสนุก ช่วงประมาณ ม.4 ผมเริ่มเรียนดนตรีและนั่นก็ทำให้รู้ว่าผมชอบอะไร ดังนั้นพอจบ ม.6 ก็เลยเลือกจะไปทางด้านนี้ ซึ่งการที่เข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยแห่งนี้ถึงแม้เราจะไม่ได้เรียนดนตรีจริงจัง แต่พอเข้าไปอยู่ในสังคมแบบนั้น มันมีความหลากหลาย เจอคนที่คุยถูกคอ มีสังคมที่ซัพพอร์ตกัน เช่น วันนี้วงนี้เล่นที่นี่ไปดูไหม ถ้าชอบก็ไปกัน ผู้คนซิดนีย์มีความเป็นเฟรนด์ลี่มาก ค่อนข้างชิลล์และรีแล็กซ์อยู่แล้ว ทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีเพื่อนอยู่ทุกๆ ที่ครับ

เพลงที่ใช่ ศิลปินที่ชอบ

กี้ชอบฟังเพลงแจ๊สครับ รู้สึกว่าสบายดี ผ่อนคลาย ช่วงอิมโพรไวส์ก็ไปได้เรื่อยๆ ไม่ต้องตายตัวอะไรเท่าไร ผมชอบฟังเพลงบรรเลงด้วย ส่วนศิลปินที่ชอบคือเชต เบเกอร์ เขาเป็นคนเป่าทรัมเป็ตและเป็นนักร้องด้วย แล้วก็มีบิลล์ อีแวนส์ คนนี้เป็นนักเปียโน หลักๆ จะเป็นสองคนนี้ที่ผมชอบฟังงาน แต่ว่าผมก็ฟังงานคนอื่นด้วยนะ เพราะผมฟังที่ตัวเพลง ไม่ได้ฟังเพราะศิลปิน

ประสบการณ์ฝึกงานสุดประทับใจ

เมื่อ ปี 2014 ผมเคยไปฝึกงานที่ Seed FM 97.5 พี่ตุ้ย (ธีรภัทร์ สัจจกุล) บอสของเราใจดีมากครับ ตอนนั้นผมเพิ่งจบไฮสคูลแต่มีความสนใจและอยากรู้ว่างานตรงนี้เป็นอย่างไรเลยไปขอเขาฝึกดู ซึ่งพี่ตุ้ยก็ OK! ให้โอกาสผมเข้าไปลองเรียนรู้งาน ตอนนั้นเป็นช่วงที่มี Seed Awards พอดี ผมเลยได้เห็นเบื้องหลังการทำงาน การเตรียมตัวที่ดูยุ่งเหยิงแต่ก็สนุก และเมื่อปีที่แล้วผมก็มีไปฝึกงานที่แกรมมี่โกลด์ด้วย เป็นอะไรที่แปลกใหม่มาก เพราะผมไม่ค่อยได้ฟังเพลงลูกทุ่งเท่าไร แต่ที่เข้าไปฝึกได้ก็เพราะมีคนแนะนำ เขาบอกผมว่าฝึกที่แกรมมี่โกลด์สนุกที่สุดแล้ว มีอะไรให้ทำเยอะ ตอนแรกที่ผมเข้าไป ถ้าเกิดเขาไม่คิดว่าผมเป็นศิลปินใหม่ก็คิดว่าผมมาผิดค่าย (หัวเราะ) ผมฝึกงานอยู่ฝั่งอาร์ตไดเร็กชั่น ดูเรื่องมิวสิกวิดีโอ ดูภาพโปรโมต ทำโฟโต้ช็อป ตัดต่อรูปโปรโมต ตัดต่อวิดีโอนิดหน่อย แล้วก็ได้มีโอกาสช่วยช่างกล้อง จัดไฟ  ได้เรียนรู้งานทางด้านเบื้องหลัง และที่สำคัญพี่ๆ ที่นั่นทุกคนน่ารักและใจดีกับผมมากด้วยครับ

นิวมีเดียคืองานที่สนใจ

ผมว่าธุรกิจใหม่อย่าง ไลน์ ยูทูป เป็นอะไรที่น่าสนใจนะครับ ตอนนี้กำลังหาวิธีไปทำงานแนวนั้นอยู่ ผมดูบริษัทไลน์ที่ไทยหรือยูทูปที่มีเบสอยู่ที่สิงคโปร์ไว้เหมือนกัน ธุรกิจตรงนี้ยังไม่อิ่มตัว มีอะไรให้พัฒนาได้อีกเยอะ อย่างไลน์ที่เริ่มมาจากการส่งข้อความ ก็ค่อยๆ ขยายออกไปเป็นไลน์ทีวี มันดูน่าสนใจดีครับ

หนุ่มมาดเซอร์กับครอบครัวสุดเข้ม

คุณพ่อผมจะเป็นคนเข้มๆ หน่อย ส่วนคุณแม่ก็เจ้าระเบียบ อย่างเรื่องสักนี่ท่านจะไม่ยอมเลยเพราะคุณพ่อจะเป็นคนหัวโบราณ หรือตอนที่กี้เรียนจบ ม.6 มาแล้วบอกพ่อว่าจะเลือกเรียนต่อที่สถาบันดนตรี เขาก็อึ้งไป แต่กี้ก็บอกว่าได้ปริญญาตรีเหมือนกัน แล้วเรียนเป็นสายบริหารธุรกิจ หลังจากที่เข้าไปเรียนประมาณปีครึ่ง พ่อก็ยังถามผมอยู่ว่าสรุปเรียนอะไร (หัวเราะ) จบมาทำงานสายอะไร พ่อก็จะเป็นห่วงทางด้านนั้นเสียส่วนใหญ่ครับ

ใต้ร่มเงาของครอบครัวธุรกิจขนาดใหญ่

การมีต้นทุนชีวิตที่ดีทำให้ผมรู้สึกกดดันเหมือนกันนะ ด้วยความที่เขาทำมาใหญ่ เขาผ่านอะไรมาเยอะกว่าเรา เขาลำบากมามากกว่าเรา แล้วพอกี้เกิดมาก็มีชีวิตที่สบายกว่า เราไม่เคยผ่านอะไรเหมือนที่เขาเคยเจอ ทำให้ผมรู้สึกว่าเราคงต้องพิสูจน์ตัวเองมากเหมือนกัน เพราะสิ่งที่เขาทำอยู่ผมเกือบจะไม่รู้เรื่องเลย ก็เลยต้องพยายามที่จะเรียนรู้มากยิ่งขึ้น

ข้อดีและข้อที่อยากปรับปรุง

ข้อดีคือผมเป็นคนที่สบายๆ  ชิลล์มาก เปลี่ยนแผนได้ตลอดเวลา เป็นคนที่ไม่ชอบโกรธใคร แล้วเป็นคนยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ส่วนข้อที่อยากปรับปรุงคือบางทีผมก็ชิลล์เกินไป (หัวเราะ) เพื่อนก็เลยรำคาญผมบ้าง เพราะเราไม่ตัดสินใจเลย อะไรก็ได้ตลอด ในขณะที่บางเรื่องเราก็ต้องเลือก

ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบในมุมมองของทักกี้

ถ้าถามหาความสมบูรณ์แบบจากผู้ชายคนหนึ่งมันคงไม่มีหรอกครับ เขาก็ต้องมีข้อด้อยบ้าง ถ้าจะให้ดีครบสูตร เช่น มีกาลเทศะ มีมารยาท มีความรู้ มีความเป็นผู้นำ เหล่านี้ ผมว่าก็คงดูเกินจริงไปนิดหนึ่ง ทุกคนต้องมีอะไรสักอย่างที่ด้อยบ้าง แล้วแต่ว่าด้อยด้านไหน เราจะทำยังไงกับจุดด้อยของเขา

หนุ่มหล่อหัวใจไม่ว่าง

ตอนนี้กี้มีแฟนแล้วครับ หรือควรจะบอกว่าเป็นเพื่อนสาวคนสนิทดี (หัวเราะ) เขาเป็นคนที่เข้าใจเราว่าเราเป็นคนแบบนี้และ รับได้ เป็นคนที่ผมอยู่ด้วยแล้วมีความสุข จริงๆ ผมกับแฟนรู้จักมานานมากครับ แต่เพิ่งมาคบได้ไม่นานนี่เอง เราเป็นเพื่อนที่เรียนด้วยกันมา แต่ความจริงผมชอบเขามานานแล้วครับ


3.อาร์ม-อธิศ กฤตยาพงศ์พันธุ์

หนุ่มเลือดใหม่แห่งวงการธุรกิจผู้ชื่นชอบการแก้ปัญหาด้วยกลยุทธ์

เซเลบริตี้หนุ่มอารมณ์ดี มีเอเนอร์จี้ล้นเหลือคนนี้มีชื่อว่าอาร์ม-อธิศ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กำลังทำงานในตำแหน่ง Group Strategy and Development Central Group เขาเป็นหนุ่มจอมวางแผนที่ต้องดูแลเรื่องภาพรวมของการสร้างสรรค์กลยุทธ์ให้ทางห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล  คุณพ่อของเขาก็เป็นผู้คร่ำหวอดในวงการ ซึ่งก็คือคุณสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ ผู้บริหารของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นั่นเอง เห็นอย่างนี้หนุ่มอาร์มก็ชอบพาตัวเองเข้าสู่สนามแข่งขันในเรื่องการแก้ปัญหาเกีี่ยวกับธุรกิจอยู่บ่อยครั้ง แต่เขาก็เลือกที่จะไม่แข่งขันกับใคร นอกจากการแข่งกับตัวเองให้เก่งขึ้นกว่าเดิม

การศึกษา: เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี สาขาบริหารธุรกิจ ภาคอินเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตั้งใจว่าจะไปเรียนต่อด้าน MBA ที่สหรัฐอเมริกา

ความสามารถพิเศษ: การวางแผนกลยุทธ์เพื่อธุรกิจ

สเตตัสหัวใจ: โสด

สาวในสเป็ก: เป็นคนที่คุยกันรู้เรื่อง เข้ากันได้ ถ้าสวยก็ดี แต่ชอบคนน่ารักมากกว่า

แพลนในอนาคตพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจของเซ็นทรัลได้ก้าวหน้าและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

IG: @armathit

เรียนรู้เรื่องการค้ากับห้างสรรพสินค้าชื่อดัง

อาร์มทำงานที่เซ็นทรัลเพราะอยากรู้เรื่องเบสิกของการค้าขาย ยิ่งตอนนี้เป็นยุคของโลกออนไลน์ สื่อออนไลน์เข้าไปมีส่วนสำคัญในทุกอุตสาหกรรมเลย ทีวีอีกหน่อยคนก็จะเปลี่ยนไปดูทางมือถือเพิ่มขึ้น สำหรับการช็อปปิ้ง คนก็จะซื้อของผ่านทางออนไลน์มากขึ้น ถ้าเป็นธุรกิจทางทีวี อาร์มยังถามพ่อได้ แต่ว่าถ้าเป็นทางด้านการค้าเราก็อยากจะเรียนรู้จากธุรกิจหลากหลายรูปแบบ อาร์มคิดว่ากลยุทธ์การค้าขายที่ดีที่สุดที่จะชนะในทุกอย่างต้องมีทั้งกลยุทธ์ออฟไลน์และออนไลน์ครับ สมัย 70 ปีที่ผ่านมาเซ็นทรัลก็เป็นออฟไลน์มาตลอด เดี๋ยวนี้ก็ทำเป็นออนไลน์เพิ่มมากขึ้น แล้วก็จะมีบริษัทที่เป็นออนไลน์ เช่น ลาซาด้า แอมะซอน ที่เข้ามาแตะออฟไลน์ด้วย เพราะเป็นการเข้าถึงและเข้าใจลูกค้าเพิ่มมากขึ้นในอีกช่องทางหนึ่ง

คำตอบที่จะทำให้ธุรกิจนี้สามารถอยู่รอดกับโลกในเวลานี้ได้คือเราต้องรู้จักปรับตัวครับ เราต้องรู้ว่าเราอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราเป็นบริษัทก็ต้องรู้ว่าโลกมันเปลี่ยนไปอย่างไร ส่วนกิมมิกเก๋ๆ ก็คือต้องเป็น Omni-Channel ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดที่หมายถึงไปที่ไหนก็ได้ด้วย สมมติเราซื้อสินค้าออนไลน์ แต่มาวันหนึ่งที่เรากลับมาบ้าน แล้วเกิดไม่อยากได้สินค้าตัวนี้ เราก็สามารถนำไปเปลี่ยนที่ห้างเซ็นทรัลที่อยู่ใกล้บ้านได้ เหมือนกับว่าออนไลน์กับออฟไลน์ไม่ใช่ช่องทางการขายแล้ว แต่เป็นจุดที่ลูกค้าจะสัมผัสกับแบรนด์ของเราได้ เราต้องมีข้อมูลของลูกค้าตลอด

คอนเทนต์คุณภาพของหนุ่มยุคดิจิตอล

คอนเทนต์คุณภาพมี 2 มุมนะครับ คือคุณภาพต่อลูกค้าหรือคุณภาพต่อบริษัทที่ผลิต เราก็ต้องผลิตคอนเทนต์ที่สามารถใช้ได้ในหลายๆ ที่หรือขายต่อได้ในหลายๆที่ อย่างตอนนี้ที่อาร์มชอบสุดเลยคือ Netflix อาร์มซื้อไว้ที่บ้าน จ่ายเดือนละ 400 บาทเอง เราก็สามารถดูทีวีและซีรีส์ได้ เขาจะมีทีวีซีรีส์ที่เขาผลิตเอง คนที่จะชนะทั่วโลกจริงๆ ก็ต้องเป็นคนที่มีเงินมากพอและมีความกล้ามากพอที่จะผลิตคอนเทนต์ของตัวเอง อย่าง Netflix เขาก็พยายามผลิตคอนเทนต์ของตัวเอง มีเรื่องหนึ่งที่ผมชอบมากคือเรื่อง The Crown มีแค่ 10 ตอน แต่เขาใช้เงินผลิต 6,000 ล้านบาท แล้วเรื่องเขาดีมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับควีนเอลิซาเบธที่ 2 ทุกอย่างทำดูเนียนมาก จริงมาก ถือว่าเป็นคอนเทนต์ที่ดี อย่างแรกมันสนุก อย่างที่สองให้ความรู้ต่อคนดู อาร์มรู้สึกเหมือนไม่ได้ดูชีวประวัติ แต่เหมือนดูละครสนุกๆ อยู่ อย่างที่สามคือต้องจริง อย่าปลอม ควรเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง อาร์มคิดว่า 3 อย่างนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับคนดู ส่วนในเชิงบริษัทก็ต้องเป็นคอนเทนต์ที่เหมือน Netflix คือไม่ว่าจะอยู่เมืองไทย อินเดีย หรือญี่ปุ่น คุณก็ดูได้ สามารถขายคอนเทนต์ให้ผู้คนทั่วโลกได้ เพราะเป็นคอนเทนต์ที่ยั่งยืน

แอพพลิเคชั่นสุดฮอตของหนุ่มนำสมัย

อาร์มใช้อูเบอร์ครับ เวลาอาร์มไปเที่ยวกับเพื่อนไม่เคยขับรถไปเลย จะเรียกอูเบอร์ตลอด ผมว่ามันเปลี่ยนชีวิตเราเหมือนกันนะ รู้สึกว่าเราเซฟขึ้น อาจจะมีความเสี่ยงอยู่บ้างแต่ก็น้อยมาก เพราะเรามีข้อมูลตลอดเวลา ส่วนการเสพสื่อที่รวดเร็วในทุกวันนี้ เราก็ต้องระวังและมีการกลั่นกรองนะครับ จะมีแอพพลิเคชั่นหนึ่งที่อาร์มใช้อยู่ ชื่อว่า Flipboard แอพฯ นี้ดีมากตรงที่สามารถกลั่นกรองเองได้ ก่อนเข้าไปเขาจะให้เลือกเลยว่าอยากอ่านข่าวประเภทไหน แล้วข่าวเมืองนอกเขาก็จะกลั่นกรองมาในระดับหนึ่ง เราก็จะได้ข่าวทั้งของประเทศไทย ข่าวเมืองนอก เลือกได้หมดเลย อาร์มว่านี่เป็นอีกแอพฯ หนึ่งที่ช่วยเราสกรีนด้วย บางข่าวถ้าเราเห็นพาดหัวข่าวแล้วไม่สนใจเราก็ข้ามไป ข่าวไหนน่าสนใจก็ค่อยกดเข้าไปดู ข้อมูลมันเชื่อมเข้าถึงกันทุกอย่าง เราก็ต้องเลือกครับ

ชีวิตที่กำหนดด้วยตัวเอง

พ่อแม่ไม่เคยตัดสินใจให้อาร์มเลย ท่านให้โอกาสอาร์มตัดสินใจเองตลอด ตั้งแต่ช่วง ม.1 เราก็เลือกได้ว่าเราจะไปทางไหนในชีวิต ท่านก็จะคอยไกด์ว่าอันไหนดีหรือไม่ดี ถ้าทางนี้ดีแล้วจะไปแบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับเรา จริงๆ ก็มีกลัวพลาดนะครับเวลาตัดสินใจ (หัวเราะ) แต่ทุกคนก็มีความเสี่ยงในชีวิตอยู่แล้ว สมัยก่อนอาร์มมักกลัวพลาดและเลือกผิด แต่พอตอนหลังเรามานึกย้อนดู ก็พบว่าต่อให้เราพลาดอย่างหนึ่ง ก็ต้องเจออีกอย่างหนึ่งที่ถูก ไม่มีหรอกที่พลาดตลอด ถ้าเราไม่พลาดวันนั้น ก็อาจไม่ถูกในวันนี้ก็ได้ อาร์มรู้สึกว่าพ่อแม่เขาก็ค่อนข้างช่วยให้เรามีพลังในการตัดสินใจดำเนินชีวิตของตัวเอง ไม่เคยกดดันอาร์มเลย

แรงขับเคลื่อนสำคัญมากกว่าการเกิดเป็นลูกชายของพ่อ

อาร์มรู้สึกว่าทุกคนต้องพิสูจน์ตัวเองกันอยู่แล้ว คนเราต่างก็มีความคาดหวังในตัวเองกันทั้งนั้นว่าจะต้องเป็นอย่างไร แต่ถามว่ามันกดดันเราไหม ตอบเลยว่าไม่นะครับ แต่มันผลักดันให้เราโตขึ้นและรู้จักแข่งขันกับตัวเองมากขึ้น คุณพ่อไม่เคยกดดันอะไร แต่อาร์มแค่รู้สึกว่าเราต้องผลักดันตัวเอง ต่อให้คุณพ่อไม่อยู่ตรงนั้น แล้วเรามีคีย์หลักเลยว่าเราจะทำอย่างไรให้เก่งกว่าเมื่อวาน ซึ่งถ้าเรามัวแต่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ก็คงจะไม่ค่อยมีความสุขหรอก

ข้อดีและข้อเสียที่อยากปรับปรุง

ข้อดีคืออาร์มเป็นคนสนุกสนานร่าเริง ส่วนข้อเสียที่อยากปรับปรุงคือบางครั้งเป็นคนพูดเร็ว คือเราคิดมาแล้ว แต่เราพูดไม่ทันความคิด ก็จะต้องใจเย็นๆ ค่อยๆ พูดครับ (หัวเราะ)

ผู้ชายสมบูรณ์แบบในมุมมองของอาร์ม

ความจริงทุกคนต่างมีความไม่สมบูรณ์แบบในตัวเองอยู่แล้วนะครับ แต่สุดท้ายแล้วมันขึ้นอยู่กับว่าเราตระหนักถึงข้อเสียของตัวเองได้มากแค่ไหน ถ้ารู้ตัวว่ามีข้อเสียแล้วยอมรับและหาทางแก้ไข คนนั้นจะเป็นคนเก่งและน่านับถือสำหรับผม เพราะเขาให้คุณค่ากับตัวเอง อาร์มมองว่าคนนี้ล่ะคือผู้ชายที่สมบูรณ์แบบจริงๆ

หนุ่มโสดกับสาวในสเป็ก

ตอนนี้ผมยังโสดครับ แต่ถ้าจะให้พูดถึงสเป็กคงเป็นคนที่คุยกันรู้เรื่อง เข้ากันได้ ถ้าสวยก็ดี แต่ก็ไม่จำเป็นนะครับ ผมชอบผู้หญิงที่น่ารักมากกว่า อาร์มจะไม่ค่อยเข้าไปคุยกับคนที่ไม่ค่อยรู้จักก่อน เราต้องรู้จักเขาก่อนในระดับหนึ่งว่าเขาเป็นคนอย่างไร ส่วนมากก็เป็นเพื่อนกันมาก่อน ไม่ใช่ว่าเห็นแล้วปิ๊งแล้วคุยเลยครับ


4.บิว-บัณฑิต รัตนศิริทรัพย์

นักเรียนวิศวกรหนุ่มจากเยอรมนีผู้ชื่นชอบความท้าทาย

ทายาทคนสุดท้องของคุณชัยรัตน์ รัตนศิริทรัพย์ ซึ่งเป็นถึงรองกรรมการผู้จัดการนิคมอุตสหกรรมกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี กับคุณนารี รัตนศิริทรัพย์ เขาเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโทสาขาวิศวกรรมเครื่องกลที่ University of Duisburg-Essen ประเทศเยอรมนี และเริ่มสร้างธุรกิจของตัวเองท่ามกลางเสียงคัดค้านของครอบครัว แต่หนุ่มคนนี้ก็ยังมุ่งมั่นกับสิ่งที่ทำ จนพบว่ามีความไม่ลงตัวอยู่หลายอย่างจนต้องพับโปรเจ็กต์ไปในที่สุด ล่าสุดบิวค้นพบทางของตัวเองแล้ว นั่นคือการลงทุนกับธุรกิจพลังงานทางเลือก

การศึกษา: ปริญญาตรีและปริญญาโท สาขาวิศวกรรมเครื่องกล ที่ University of Duisburg-Essen ประเทศเยอรมนี

สเตตัสหัวใจ: โสด

สาวในสเป็ก: เป็นคนง่ายๆ มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ห่วงสวย ลุยๆ หน่อย อ่อนหรือแก่กว่าก็ได้ จะสวย เซ็กซี่ น่ารักก็ได้ทั้งนั้น

แพลนในอนาคตอยากทำให้ธุรกิจพลังงานทางเลือกประสบความสำเร็จในอนาคตอย่างยั่งยืน

พลังงานทางเลือกกับความหมายของชีวิต

ผมเป็น CFO/ Partner ที่บริษัท Energy and Environment Consulting Group ธุรกิจที่ทำอยู่ตอนนี้เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังงานทางเลือกครับ เรานำพลังงานจากขยะมาปรับเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า ตอนนี้มีโรงงานอยู่ประมาณ 4 ที่ และอีกธุรกิจคือร้านกาแฟที่ทำเป็นธุรกิจเล็กๆ อยู่หน้าออฟฟิศครับ ส่วนธุรกิจพลังงานเริ่มมาประมาณเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมสนใจด้านนี้เพราะมองว่าพลังงานทางเลือกมีความยั่งยืนสำหรับอนาคตของตัวเอง ยังไงคนเราก็ต้องใช้พลังงาน ต้องใช้ไฟฟ้าอยู่แล้ว ก็มองว่าเราจะไปดูเซ็กชั่นไหนดีที่เหมาะกับเราและน่าสนใจที่สุดในการเริ่มพัฒนาโปรเจ็กต์หรือลงทุน โชคดีว่ามีพี่คนหนึ่งเริ่มทำอยู่แล้ว เขาก็เลยชวนผม เริ่มโปรเจ็กต์กันแค่ 3-4 คน ตอนนั้นผมเป็นพนักงานอยู่พีแอนด์จี ก็ได้เรียนรู้ระบบของพีแอนด์จีมาระดับหนึ่ง ทำไปทำมาก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเองสักเท่าไร เลยเริ่มคุยกับพี่เขาและลองเข้าไปเริ่มทำดู รู้สึกว่ามันยั่งยืนแน่นอน แล้วเรามานั่งดูที่คนรุ่นเก่าๆ ที่เขาเกี่ยวกับพลังงานขยะ ภาพลักษณ์มันไม่ได้ดีมากนะ ถ้าอ่านข่าวจะมีแต่คนต่อต้านว่าเอาขยะมาส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกับประชาชน และเรื่องราวจากพลังงานขยะในเมืองไทยยังมีอยู่น้อยมาก คนที่ทำสำเร็จให้เราพูดถึงหรือเดินตามรอยเป็นมาตรฐานที่ดีก็ไม่ค่อยมี เพราะฉะนั้นเราก็เลยมองว่าถ้าโฟกัสกลุ่มนี้แล้วน่าจะเวิร์ก เลยลองเข้ามาทำ อีกอย่างหนึ่งคืออยากจะทำอะไรที่มีความหมาย เป็นสิ่งที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและต่อสังคมด้วยครับ

เรื่องราวของนักเรียนวิศวกรหนุ่มจากเยอรมัน

ผมโตมาเหมือนเด็กไทยคนหนึ่งทั่วไปล่ะครับ เรียนโรงเรียนไทย แต่มีความใฝ่ฝันอยากจะไปหาประสบการณ์และเรียนรู้ชีวิตที่เมืองนอก เลยค่อยๆ พยายามผลักดันตัวเอง เพราะคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้สนับสนุน พอเข้าปี 1 คณะวิศกรรมศาสตร์ (ภาคภาษาอังกฤษ) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมเลยลองสมัครไปเรียนที่เยอรมนี ที่จริงสาขาที่ผมเลือกเรียนคือวิศวกรรมเครื่องกลนั้นดังแค่ไม่กี่ประเทศในโลก ซึ่งเยอรมนีก็ดูแปลกดี แล้วยังได้เรียนรู้ภาษาที่ 3 เพิ่มอีกภาษาหนึ่ง ผมเลยสมัครไปและเขาก็ตอบรับกลับมาครับ

งานกับประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้

ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะกลับมา เพราะว่างานที่บริษัทที่เยอรมนีที่ผมทำอยู่มันก็ค่อนข้างดี แต่ว่าอุปสรรคที่เจอมาตลอดคือเรื่องของภาษา ขนาดอยู่มานานแล้วยังรู้สึกว่าไม่เป็นส่วนหนึ่งกับเจ้าของภาษาเสียทีเดียว เลยตัดสินใจกลับมาเมืองไทยแล้วเพื่อนก็ชวนทำธุรกิจพอดี ซึ่งธุรกิจตัวนี้เหมือนเราเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของออสเตรเลีย เกี่ยวกับการป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ ด้วยความที่อยากทำธุรกิจมาตั้งนานแล้ว เลยเห็นเป็นโอกาสที่จะลองทำดู คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ค่อยสนับสนุนเท่าไรเพราะอยากให้เราสมัครงานก่อน เรียนรู้งานคนอื่นก่อนว่าเป็นอย่างไร เพราะยังไม่มีประสบการณ์ แต่เราก็ค่อนข้างดื้อ เชื่อมั่นในความคิดตัวเองมาก ทำได้ประมาณ 2 ปีปรากฏว่าไปไม่รอด เพราะว่าเงินออกทุกวัน รายได้น้อยมาก ก็เลยพับโปรเจ็กต์ไป

หลังจากนั้นก็ไปทำงานที่พีแอนด์จี ระหว่างทางก็มีช่วงเบรกนิดหนึ่งเพื่อทำใจ คือเราตั้งใจกับธุรกิจนี้มากจนเรารู้สึกว่ามันใช่ มันต้องสำเร็จให้ได้ กระทั่งสุดท้ายแล้วถึงจุดที่ยากที่สุด จนกระทั่งผมต้องยอมแพ้แล้ว สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าไม่ทำ พอไม่ทำก็ไม่อยากจะไปสมัครงานที่ไหน เพราะรู้ว่ามันไม่ใช่ทางของเรา แต่ว่าโดยส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบขอเงินที่บ้าน ผมหาเงินเองตั้งแต่สมัยอยู่เยอรมนี จนเงินเก็บหมดแล้ว เราก็เลยคิดว่าสมัครงานก็ได้ เลยเริ่มต้นใหม่ โชคดีที่ได้มาอยู่พีแอนด์จี ก็มีชีวิตกลับมาเป็นผู้เป็นคนอีกรอบหนึ่ง (หัวเราะ)

โลกใบใหม่ที่กว้างขึ้นกับโอกาสครั้งที่ 2 

ตอนที่ยังไม่ได้ทำงานที่นี่ เราก็ยังไม่รู้อะไร โลกแคบมาก เอาความคิดตัวเองเป็นหลัก เราก็ไม่รู้ว่าคนข้างนอกเขาทำงานกันอย่างไร พอเข้าไปเห็นการทำงานข้างในก็รู้ว่านี่เป็นการเปิดโลกของเราในเรื่องการทำงานเลย บริษัทนี้รับคนเก่งอยู่แล้วและมาทำงานอยู่ด้วยกัน เป็นทีมเวิร์กที่ดีมาก วัฒนธรรมขององค์กรก็ดีมาก ทำให้คนรักกัน ให้อะไรกับคนทำงานมากกว่าแค่ใช้งานเขา มันมีคอร์สให้คนทำงานเข้าไปร่วมเพื่อที่จะพัฒนาตัวเอง ซึ่งเราสามารถเข้าไปเรียนได้ฟรี คือเขาลงทุนกับบุคลากรของเขาจริงๆ ก็เลยได้เห็นการทำงานจริงๆ ไม่ใช่แค่มุมแคบๆ อย่างที่เราคิด ผมทำอยู่ 2 ปีจนมีพี่ที่รู้จักมาชวนว่าสนใจทำธุรกิจพลังงานไหม ตอนแรกที่เขาชวนคือก่อนผมสมัครเข้าพีแอนด์จี แต่ช่วงนั้นผมกำลังเฟลกับชีวิตอยู่ ผมก็เลยปฏิเสธไป แต่เราก็คุยกับเขาตลอด ทำให้เห็นกระบวนการทำงานที่เขาเริ่มมา สุดท้ายเราเห็นว่า OK!  ก็เลยคุยกับที่บ้าน กลายเป็นทะเลาะกันอีกรอบหนึ่ง เขาก็บอกว่าบริษัทดี เงินเดือนดี สวัสดิการดี จะออกไปทำไม แต่เราก็เป็นคนชอบความเสี่ยง ไม่ชอบอยู่เฉยๆ นิ่งๆ รอรับเงินเดือน มันไม่ค่อยท้าทาย เราก็มานั่งศึกษาว่าธุรกิจนี้จะต่อยอดได้แค่ไหน มีโอกาสสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน แล้วก็ตัดสินใจทำ แต่คราวนี้มันจะมีความระมัดระวังมากขึ้นกว่าครั้งแรก รับฟังมากขึ้น เพราะผมกลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย

พ่อแม่คือแรงบันดาลใจ

หน้าที่การงานของคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เป็นเรื่องที่กดดันผม ในขณะเดียวกัน ผมรู้สึกว่าเราได้รับแรงบันดาลใจจากท่านมากกว่า ผมมองพ่อแม่เป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิต เขาไม่ได้เกิดมารวยเท่าตอนที่ผมเกิดมา เมื่อก่อนคือต้องขายลูกชิ้นปิ้ง ขายหมู เรียกว่าไม่มีเงินเลยดีกว่า แต่ทั้งคู่ก็สร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ทำธุรกิจมาด้วยกัน และผมชอบสไตล์ที่เรียกว่าสู้ไม่ถอย เขาไม่ได้สอนเป็นคำพูดว่าต้องทำอะไร อย่างไร แต่นี่เป็นสิ่งที่เราเห็นมาตลอด

ข้อดีและข้อเสียที่ต้องปรับปรุง

ผมไม่ชอบเบียดเบียนคนอื่น ไม่ทำร้ายผู้อื่น บางช่วงจะเป็นคนทะเยอทะยาน ไม่ค่อยชอบยอมแพ้ ตั้งใจทำอะไรแล้วก็จะพยายามให้สุดทาง ข้อที่อยากปรับปรุงของผมคือนิสัยเอาแต่ใจตัวเอง อยากได้ก็ต้องได้ ไม่ได้แล้วจะหงุดหงิด ตรงนี้แก้ยากมาก รู้ตัวเลยว่าแก้ไม่ได้ คือเราจะเห็นกระบวนการว่าจะทำอย่างไรเราถึงจะได้สิ่งนั้นมา

ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบในมุมมองของบิว

เป็นคนดีครับ ไม่เห็นแก่ตัว ช่วยเหลือคนอื่นรอบข้าง แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วนะครับ (หัวเราะ)

ผู้ชายหัวใจยังว่างกับสาวในสเป็ก

ตอนนี้ผมยังไม่มีแฟนครับ กำลังคุยๆ ดูๆ ไปเรื่อยๆ ครับ (หัวเราะ) สเป็กของสาวที่ผมชอบคือต้องเป็นคนง่ายๆ มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ห่วงสวย ลุยๆ หน่อย อ่อนหรือแก่กว่าก็ได้ครับ ผมไม่มีสเป็กนะ จะสวย เซ็กซี่ น่ารักก็ได้ทั้งนั้นครับ ถ้ามองแล้วชอบก็ชอบเลย ถ้าไม่ชอบมันก็จะยากหน่อยที่จะชอบ


5.เป๊ก-เศรณี ชาญวีรกูล

มิสเตอร์ไนซ์กายผู้ใส่ใจในรายละเอียด

เป๊ก-เศรณี ชาญวีรกูล ทายาทรุ่นที่ 3 ของบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริง แอนด์ คอนสตรัคชัน ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของไทย เขาเป็นหลานของคุณชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และเป็นลูกชายคนเล็กของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพาณิชย์ ด้วยดีกรีที่เลิศเลอเช่นนี้ ประกอบกับความน่ารักและเป็นกันเอง ทำให้เขาขโมยหัวใจสาวๆ ได้ไม่ยาก ซึ่งปัจจุบันเขากำลังคบหาอยู่กับนาตาลี-ปณาลี วรุณวงศ์ นางเอกสาวคนสวยจากละครเรื่องดาวหลงฟ้า ภูผาสีเงิน

การศึกษา: กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะเศรษฐศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ความสามารถพิเศษ: การวางแผนกลยุทธ์เพื่อธุรกิจ

สเตตัสหัวใจ: โสด

สาวในสเป็ก: เป็นคนที่คุยกันรู้เรื่อง เข้ากันได้ ถ้าสวยก็ดี แต่ชอบคนน่ารักมากกว่า

แพลนในอนาคตอยากไปเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจที่สหรัฐอเมริกา และรับสืบทอดกิจกาารของตระกูล

IG: @pek_c

ผู้ชายสายเศรษฐศาสตร์

ผมเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์เพราะคิดว่าทฤษฎีต่างๆ สามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานและการใช้ชีวิตได้ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นต่างก็มีเหตุและผลของเรื่องนั้นๆ  ซึ่งทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จะมีเหตุผลมาซัพพอร์ตให้เราเห็นภาพได้ชัดเจน การเรียนเศรษฐศาสตร์สอนผมหลายๆ อย่างครับ เช่น ผมชอบเตะฟุตบอล ชอบตีเทนนิส แต่จะมีกีฬาชนิดหนึ่งที่ไม่ชอบเลยคือบาสเกตบอล เพราะเราไม่เคยทำ คิดว่าทำแล้วมันต้องออกมาไม่ดีแน่ๆ เลยเลือกที่จะไม่ทำดีกว่า ก็เหมือนเศรษฐศาสตร์ที่สอนให้เรารู้ว่าตรงไหนมีความเสี่ยงเยอะหรือน้อยกว่า ควรจะเลือกลงทุนกับสินค้าตัวไหนหรือหุ้นตัวไหนที่มันจะรีเทิร์นให้เรากลับมาได้มากกว่ากัน แต่บางทีความเสี่ยงนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรจะลองนะครับ แต่เศรษฐศาสตร์สอนให้เรามีความคิด มีตรรกะที่ดีขึ้น

หนุ่มไทยในต่างแดน

ก่อนจะมาเรียนต่อที่จุฬาฯ ผมถูกส่งไปเรียนในโรงเรียนประจำที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 13 ปี เรียนตั้งแต่ ม.3 จนจบ ม.6 ครับ ตอนแรกๆ ที่ไปอยู่ผมต้องปรับตัวเยอะมาก เพราะตอนอยู่ที่บ้านเราใช้ชีวิตสบายเกินไป ตื่นเช้ามาเตียงก็ไม่ต้องเก็บ เสื้อผ้าใส่เสร็จก็แค่โยนลงตะกร้า เดี๋ยวก็มีคนมาซักให้ หิวข้าวเมื่อไรก็แค่บอกแม่ครัว แต่การที่ไปเรียนที่อังกฤษ เราต้องช่วยเหลือตัวเองในเกือบทุกด้าน ที่โรงเรียนจะเข้มงวดมากเรื่องการเก็บเตียง การเปลี่ยนผ้าปูที่นอน การซักผ้า รีดผ้า ที่นั่นสอนให้เราเป็นคนมีระเบียบมากขึ้น เป๊กคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เราได้ไปเรียนที่นั่น เพราะถ้าอยู่เมืองไทยคงไม่ได้ทำอะไรแบบนี้ พอกลับมาทำให้รู้เลยว่าแม่บ้านเหนื่อยแค่ไหน  (แล้วทำไมถึงกลับมาเรียนปริญญาตรีต่อที่เมืองไทย ทำไมไม่เรียนที่นั่นต่อเลย) ด้วยความที่ผมไปเรียนตั้งแต่เด็ก ทำให้ไม่มีกลุ่มเพื่อนที่สนิทมากเท่าไรในเมืองไทยพอจบไฮสคูลที่นั่น ก็คิดว่า ถ้ากลับมาเรียนที่ไทยก็อาจจะมีเพื่อนมากขึ้น มีสังคมมากขึ้น รวมถึงคอนเน็กชั่นต่างๆ ที่อาจได้ใช้ในอนาคตด้วย ก็เลยเลือกที่จะกลับมาเรียนต่อที่เมืองไทยครับ

ต้นทุนชีวิตที่ดีของผู้ชายโปรไฟล์เลิศ

ต้นทุนชีวิตที่ดีของผมคือเกิดมาแล้วโชคดีที่ได้มาอยู่ในครอบครัวที่ดีครับ ทุกอย่างเหมือนถูกสร้างไว้หมดแล้ว เราแค่ต้องทำให้ดีกว่าเดิม แต่ผมก็มีมุมที่หนักใจบ้างเหมือนกัน บางคนบอกว่ามีต้นทุนชีวิตก็ไม่จำเป็นว่ามันจะดีเสมอไป เพราะมันอาจจะเกิดการเปรียบเทียบกันได้ เช่น เป๊กอาจจะทำธุรกิจได้ไม่ดีเท่ารุ่นคุณปู่ รุ่นคุณพ่อ เลยกลายเป็นความกดดันที่เราต้องพิสูจน์ตัวเอง ทุกวันนี้สิ่งเหล่านี้ทำให้เรานอนไม่หลับในบางวัน เป๊กหวังว่าถ้าถึงช่วงอายุที่มีความรู้และความสามารถมากพอก็อยากกลับไปสานต่อธุรกิจที่บ้าน แต่ว่าทุกอย่างมันไม่แน่นอนไงครับ ต่อให้มีต้นทุนชีวิตตรงนี้ก็ไม่มีอะไรมาการันตีว่าในอนาคตเราจะได้กลับไปทำงานที่บ้าน คือคุณพ่อจะสอนว่าเราไม่ควรยึดติดกับอะไร วันนี้เรามีได้ พรุ่งนี้ก็หายไปหมดได้เหมือนกัน ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน

ตอนผมยังเด็กบริษัทคุณพ่อเคยเกือบล้มละลายช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 แต่คุณพ่อก็สามารถผ่านวิกฤตนั้นมาได้ โดยใช้ทฤษฎีต่างๆ ของเขาที่คิดมา สมัยก่อนเรียกว่า Chapter Eleven เป็นการประนอมหนี้ ซึ่งถือเป็นความโชคดีด้วยที่คุณพ่อมีเพื่อน มีคนรู้จัก มีที่ปรึกษาที่ดี  ตอนนั้นเงินไทยเฟ้อไปถึงประมาณ 90 บาทต่อหนึ่งปอนด์ สมมติวันนี้เราเป็นหนี้ 500 ล้านบาท วันรุ่งขึ้นกลายเป็นพันล้านทันที ช่วงนั้นคุณพ่อเองก็ยังเป็นนักธุรกิจหนุ่มยังไม่มีประสบการณ์ กู้โดยไม่คิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่ในที่สุดคุณพ่อก็จัดการได้ ใช้เวลาอยู่ประมาณ 3-5 ปีครับ ทุกวันนี้ทางบริษัทก็มีนโยบายว่าห้ามเป็นหนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม คุณพ่อจะมีคำพูดที่ว่า  Cash is king การไม่ติดหนี้ใครถือว่าเป็นกำไร

คุณพ่อคุณแม่คือไอดอล

คุณพ่อเป็นไอดอลทางด้านการทำงาน การใช้ชีวิต จะเรียกว่าทุกๆ ด้านก็ว่าได้ ท่านเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ มองอะไรทะลุปรุโปร่ง ท่านจะรู้หมดว่าเราโกหกหรือไม่โกหก (หัวเราะ) บางทีพูดอะไรไป เราก็ว่าเนียนแล้วนะ แต่คุณพ่อจะรู้ว่าผมกำลังโกหกอยู่  ส่วนคุณแม่จะเป็นต้นแบบในเรื่องการวางตัว  คุณแม่จะให้ความสำคัญเรื่องมารยาท การพบปะผู้คน ที่ผ่านมา เป๊กยังไม่เคยได้ยินว่าใครมาว่าคุณแม่เราได้เลย เจอใครก็มีคนชมคุณแม่ตลอด

เก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกบ้านเป็นทุนแล้วค่อยกลับมาสานต่องานธุรกิจครอบครัว

เป๊กคิดว่าถ้าเรียนจบแล้วกลับไปทำธุรกิจครอบครัวเลย อย่างแรกเราจะไม่ได้ประสบการณ์การเป็นพนักงานปกติ เราเข้าไปก็จะมีแต่คนรู้จักเรา เกรงใจเรา  อย่างที่สองเราจะไม่ได้ประสบการณ์ของพนักงานเงินเดือนจริงๆ อย่างสุดท้ายที่เป๊กว่าสำคัญที่สุดคือการทำธุรกิจครอบครัวเป็นสิ่งที่เราต้องกลับมาทำอยู่แล้ว สมมุติว่าเป๊กคิดว่าจะไปเรียนต่อปริญญาโท ถ้าเราได้เข้าไปทำงานในบริษัทของครอบครัวแล้ว ก็อาจจะรู้สึกว่าไม่อยากออกมาเรียนเพราะสนุกกับงานไปแล้ว แต่ถ้าได้ลองไปฝึกงานที่อื่นหรือในสาขาอื่นที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน ผมจะมีความคิดว่าเราอยู่ตรงนี้ตลอดไม่ได้นะ เพราะยังมีธุรกิจที่บ้านรออยู่ มันก็จะเป็นตัวช่วยงที่ทำให้เป๊กยอมออกมาแล้วไปเรียนต่อ

ข้อดีและข้อเสียที่อยากปรับปรุง

ข้อดีข้อแรกของเป๊กคือเป็นคนร่าเริง ชอบทำให้คนอยู่รอบๆ มีความสุข ข้อที่สอง เป็นคนรักครอบครัว ข้อที่สามคือเป็นคนที่ให้เกียรติคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เป๊กรู้สึกว่าทุกคนมีสิทธิเท่ากัน มีความรู้สึกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นทุกคนควรจะได้รับเกียรติที่สมควรได้รับ ส่วนข้อที่อยากปรับปรุงคือเป๊กเป็นคนขี้รำคาญ เป็นคนอารมณ์เสียง่าย อารมณ์ร้อนง่าย และข้อเสียอีกข้อคือเป๊กเป็นคนเนี้ยบเกินไป เรื่องนี้เป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้จริงๆ เช่น  ถ้ารูปวางไว้แล้วเบี้ยว ยังไงก็ทนไม่ได้ ต้องไปขยับให้มันตรง รถมีน้ำมาเกาะหยดหนึ่งก็ไม่ได้ เราต้องเช็ดทันที มีนกมาอึใส่ก็ไม่ได้ ต้องเช็ดทันที (หัวเราะ) รถมีรอยสะกิดนิดหนึ่งก็ต้องเอาเข้าอู่แล้ว ทนไม่ได้ ต่อให้คนอื่นไม่เห็น แต่เรารู้เราเห็น

ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบในมุมมองของเป๊ก

เขาต้องเป็นผู้ชายที่มีความเป็นสุภาพบุรุษครับ แต่คำว่าสุภาพบุรุษนี้ ไม่ได้แปลว่าต้องปฏิบัติกับผู้หญิงอย่างเดียว ความเป็นสุภาพบุรุษคือต้องดูแลทุกคนเท่าเทียมกัน ต้องให้เกียรติทุกคน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม

ผู้หญิงในชีวิตจริงกับเรื่องราวของสาวในสเป็ก

ลี (นาตาลี-ปณาลี วรุณวงศ์) มีหลายอย่างที่ไม่ได้ตรงกับที่เราคิดเอาไว้ แต่เขาทดแทนในส่วนนั้นหมดชนิดไม่มีที่ติ เช่นเป๊กเคยบอกกับคนหลายๆ คน และสื่อหลายๆ สื่อว่า เป็นคนชอบผู้หญิงอายุมากกว่า ชอบผู้หญิงเรียบร้อย มีความเป็นกุลสตรี วางตัวดี นี่คือสเป๊ก 4 อย่างที่ต้องการ แต่ลีเขาเด็กกว่าเป๊ก เขาจะมีความห้าว ดูร่าเริง ซึ่งทำให้เรามีความสุข ตอนนี้เราคบกันมาประมาณ 6-7 เดือนแล้ว ที่มาที่ไปมาจากพ่อแม่ของเรารู้จักกันตั้งแต่เรายังเด็ก เป๊กเคยเจอลีตั้งแต่ 13 ปีที่แล้ว เล่นเรือด้วยกันที่พัทยา แต่อะไรหลายๆ อย่าง ทำให้เราไม่ได้ติดต่อกันเลย มาเจอเขาอีกทีในอินสตาแกรม (หัวเราะ) ก็รู้สึกคุ้นหน้าเหมือนคนที่เราเคยเจอเลย เป๊กเลยไปถามคุณแม่ว่าคนนี้เป็นใคร แม่ก็บอกว่าคนนี้เคยไปเล่นเรือกับเราไงที่แม่ของเขาเป็นเพื่อนกับแม่ ก็เลยไปฟอลโลว์อินสตาแกรมของเขา พอเห็นรูปเขาในนั้นก็คิดว่าเขาก็น่ารักดี แต่การที่เราเห็นรูปคนผ่านโซเชียล ไม่ได้แปลว่าเราจะรู้จักนิสัยใจคอเขาใช่ไหมครับ ก็เลยคบกับเขาดูก็แล้วกัน ด้วยความที่เรารู้จักกันมาตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้ว เลยทำให้เราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เรามีอะไรที่ชอบคล้ายๆ กันอยู่แล้ว ทำให้ทำความรู้จักกันและเข้าใจกันได้ง่ายขึ้น ผู้ใหญ่ก็ไฟเขียวด้วยครับ เหมือนทุกอย่างดูลงตัว แต่ก็มีบางอย่างที่เห็นไม่ตรงกันบ้าง ซึ่งผมว่านั่นก็คือธรรมชาติของความรักที่เราจะต้องเรียนรู้กัน ต้องปรับจูนเข้าหากัน เป๊กจะบอกลีเสมอว่าความรักมันเหมือนเราต้องยอมเสียสละคนละ 50 เปอร์เซ็นต์แล้วนำมารวมกันทำให้เป็น 100 เปอร์เซ็นต์ที่มันเพอร์เฟ็กต์ครับ

(บทสัมภาษณ์จาก OK! ฉบับที่ 292 เดือนสิงหาคม)

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com/
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

10 เรื่องสุดว้าว! ที่คุณห้ามพลาด ใน OK! ฉบับที่ 292

OK! Magazine เดินทางมาถึงฉบับที่ 292 แล้ว ฉบับนี้เต็มไปด้วยสกู๊ปพิเศษน่าสนใจที่เราคัดมาเสิร์ฟแฟนๆ กันอีกเช่นเคย บอกเลยว่าห้ามพลาด และนี่ก็คือ 10 เรื่องสุดว้าวใน OK! ฉบับที่ 292 เดือนสิงหาคม

1.The One to Watch

Teen Heartthrob ออร่าพระเอกจับ ‘ยอร์ช-ยงศิลป์ วงศ์พนิตนนท์’

จากเด็กน้อยน่าเอ็นดูเป็นหนุ่มหล่อดีต่อใจ

2.My 10 Faves

10 ตัวละครโดนใจ ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร

3.Special Interview

The Man We Love

รู้จักตัวตนอีกด้านผ่านสิ่งที่รักของกรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา

4.Thai Focus

The Modern Prince Charmings

5 หนุ่มหล่อโปรไฟล์ดีทายาทธุรกิจชื่อดังของเมืองไทย

5.Interview

Behind a Happy Face หม่ำ-เพ็ชรทาย และเอ็ม-บุษราคัม วงษ์คำเหลา

วิถีชีวิตลูกผู้ชายที่เริ่มต้นจากศูนย์ การเต็มที่กับทุกบทบาทอย่างมืออาชีพ

ผลงานเรื่องล่าสุดกับลูกสาวสุดที่รัก และความประทับใจฉบับพ่อลูกที่มีต่อกัน

6.Don’t Tell My Mama

เรื่องลับๆ ที่แม้แต่แม่ยังไม่รู้ของ Henry Lau ลูกผู้ชาย…แม่ไม่ต้องห่วง

7.Asian Delight

Can You Be My Secret Romance?

ฮอตเกินต้านทานกับเสน่ห์สุดเย้ายวนของ ‘ซองฮุน’ พระเอกหนุ่มผู้กุมหัวใจสาวทั่วเอเชีย

8.Hollywood Insider

Hottest Royal Men

ใจละลายกับเจ้าชายสุดหล่อจากทั่วโลก

9.Celebrity Talk

Spanish (Heart) Invasion

DVICIO บอยแบนด์สุดฮอตจากสเปน กลับมาร่ายมนต์เสน่ห์ให้แฟนเพลงชาวไทยหลงรัก

ผ่านงานเพลงอัลบั้มใหม่ และบทสัมภาษณ์บอกตัวตนต่างสไตล์

10.Travel ETC

Where the Mountain Meets the Andaman Sea

ประสบการณ์การพักผ่่อนสุดพรีเมียมที่ภูเลย์ เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิฟท์

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com/
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

ความในใจของแหวน ฐิติมา ที่มีต่อลูกสาวคนเดียว “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นในอนาคต แม่รับได้ทุกเรื่อง”

ข่าวคราวเกี่ยวกับอาการไม่สบายของพี่แหวน-ฐิติมา สุตสุนทร ราชินีร็อกแถวหน้าของเมืองไทยทำให้คนรักพี่แหวนหลายๆ คนต่างเป็นกำลังใจให้ราชินีร็อกแถวหน้าหายป่วยในเร็ววัน ครั้งนี้ OK! ขอหยิบบทสัมภาษณ์ความผูกพันระหว่างเธอกับลูกสาวคนเดียว ‘น้องปันปัน-เต็มฟ้า กฤษณายุทธ’ ที่มีให้กันมาตลอดมาถ่ายทอดอีกครั้ง และ OK! ก็ขอให้พี่แหวนมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นในเร็ววัน รวมถึงได้กลับมาร้องเพลงเพราะๆ ให้เราได้ฟังกันเหมือนเดิมด้วยนะคะ

บนเส้นทางศิลปินเมืองไทย คงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก ‘แหวน-ฐิติมา สุตสุนทร’ ราชินีร็อกแถวหน้าที่ยืนหยัดอยู่บนเวทีเพลงมายาวนานกว่า 30 ปี และนอกเหนือไปจากความเป็นศิลปินชั้นนำของวงการแล้ว เธอคนนี้ยังมีสถานะเป็นคุณแม่คนเก่งของลูกสาวคนสวย ‘น้องปันปัน-เต็มฟ้า กฤษณายุทธ’ นักร้องและนางเอกอีกคนของวงการบันเทิงบ้านเรา ซึ่งหลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าผู้หญิงมาดร็อกๆ เข้มๆ อย่างคุณแม่แหวนจะมีอีกหลายมุมที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อกลับเข้าสู่บทบาทของความเป็น ‘แม่’ ในชีวิตจริงของน้องปันปันแล้ว พี่แหวนคืออีกคนที่สามารถทำหน้าที่ แม่ได้ครบถ้วนและสมบูรณ์แบบคนหนึ่งเลยทีเดียว

“ช่วงที่ต้องทำงานไปด้วย ต้องดูแลลูกไปด้วย ตัวเราเองก็ไม่รู้ว่าผ่านมาได้ยังไงเหมือนกันนะ อย่างสมัยที่น้องปันปันเป็นนักกีฬา 3 ปีแรกๆ เขาก็จะซ้อมใกล้บ้านที่แถวๆ ดินแดง แต่พอเริ่มโตขึ้น ติดทีมชาติ ก็ต้องไปเรียนที่เพชรเกษม 8 โน่น เชื่อไหมว่าช่วงนั้นทุกวันต้องขับรถวันละเป็นร้อยกิโลฯ เพื่อไปรับส่งเขา ต้องปักเลื่อมสำหรับชุดยิมนาสติกให้เขาใส่ไปแข่งกีฬา ตอนแรกๆ เราก็ปักไม่เป็น ก็เลยให้คุณแม่ของนักกีฬาคนหนึ่งเขาช่วยสอน เราก็เลยปักให้ลูกด้วยมือตัวเองทุกชุดจนถึงตี 3 ตี 4 คือติดเพชรทั้งชุด ทั้งตัว (หัวเราะ) ถ้าถามว่ามันหนักไหม คือเราก็ทำเต็มที่เท่าที่เราจะทำได้ มันจะหนักหรือไม่หนักไม่รู้ค่ะ รู้แต่ว่าเราหยุดไม่ได้ มีงานอะไรเข้ามาเราก็ต้องรับ เพียงแต่เราก็ต้องสกรีนงานสักนิดนึง เพื่อที่จะให้เราสามารถอยู่วงการนี้ได้นานๆ”

“สมัยปันปันยังเด็กๆ เวลาเราไปทำงานก็ไม่อยากจะทิ้งลูกไว้คนเดียวกับแม่บ้าน ก็เลยต้องพาเขาไปทำงานด้วย สามีขับรถไป ปันปันก็นอนในรถ เราไปร้องเพลงแค่ชั่วโมงเดียวก็เสร็จ กลับบ้านกันแล้ว”

เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ ปันปันก็เสริมบทสนทนาให้เป็นบรรยากาศที่น่าอบอุ่นยิ่งกว่าเดิมขึ้นมาว่า…”แทบจะเรียกได้ว่าเราทำอะไรทุกอย่างด้วยกันเลยล่ะค่ะ คุณแม่เป็นคนเดียวที่รู้ทุกเรื่องของเรา เพราะปันบอกคุณแม่ทุกเรื่อง เราไม่มีความลับระหว่างกัน เอาจริงๆ ก็คือความรู้สึกเราเหมือนพี่น้องกันมากกว่า (หัวเราะ)”

การเติบโตขึ้นมาท่ามกลางแสงสีเสียงบนเวทีของคุณแม่แหวน ได้เห็นทั้งบทบาทมาดราชินีร็อกที่คนทั้งประเทศให้การยอมรับ และบทบาทของความเป็นคุณแม่แสนใจดี ก็คงต้องถามถึงความรู้สึกของลูกไม้ใต้ต้นลูกนี้ว่ามีความรู้สึกอย่างไรกับคุณแม่แหวนของเธอคนนี้ “ปันรู้สึกเริ่มชินกับการทำงานของคุณแม่มาตั้งแต่เด็กๆ ค่ะ มีความรู้สึกว่าคุณแม่เก่งมาก เป็นผู้หญิงที่ทำอะไรๆ ได้หลายอย่าง นอกจากนี้คุณแม่ยังเป็นคนที่มีความอดทน สมมติถ้าในอนาคตเรามีลูก ปันก็จะต้องดูแลลูกให้ดีเท่ากับที่คุณแม่ดูแลเรา เพราะคุณแม่เป็นคนที่ดูแลลูกในทุกรายละเอียด ซึ่งถ้าเราดูแลลูกแบบนี้ เขาก็จะรู้สึกว่าได้รับการใส่ใจ และจะไม่มีการนอกลู่นอกทางเด็ดขาดเลยค่ะ”

ด้วยความที่ตัวเองอยู่ในวงการมายาวนานถึง 30 ปี ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม พี่แหวนจึงสามารถให้คำแนะนำในการวางตัวสำหรับลูกสาวสุดที่รัก เมื่อต้องเดินตามรอยเท้าของคุณแม่เพื่อก้าวย่างเข้าสู่วงการบันเทิงแบบเต็มตัว นอกเหนือจากนี้เธอยังสอนให้ลูกได้รู้จักโลกแห่งความเป็นจริงนอกเหนือไปจากโลกอันอบอุ่นของพ่อแม่อีกด้วย

Mommy ☁️🙋🏻

A post shared by Temfah Krisanayuth (@panpantemfah) on

“สิ่งที่สอนเขาก็คือการดูแลตัวเอง การวางตัวในสังคม การร่วมงานกับผู้อื่น การเคารพนบนอบผู้ใหญ่ เป็นคนดีมีน้ำใจ เราก็จะมุ่งเน้นในเรื่องของความดีนะคะ แหวนจะพยายามให้เขาได้เรียนรู้และใช้ชีวิตอยู่ได้ทุกๆ สังคม ก็แอบเป็นห่วงเหมือนกัน เพราะเขาเป็นคนมองโลกในแง่ดี บางทีตอนนี้เราก็ต้องพยายามบอกถึงเรื่องอีกมุมหนึ่งของสังคมให้เขารู้เหมือนกัน เพราะเขาอยู่กับพ่อแม่ มีแต่คนดูแลเขาอย่างดีตลอดมา เขาไม่เคยเจออะไรที่ร้ายๆ เข้ามาในชีวิต แต่ในชีวิตคนเรามันต้องเจออยู่แล้ว เขาจะแก้ปัญหายังไง ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เราก็จะบอกลูกเสมอว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม่ก็จะยังรักลูกเหมือนเดิม และพร้อมที่จะช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาให้ลูกอย่างดีที่สุด ให้เขารู้สึกว่าจะมีคนซัพพอร์ตเขาอยู่เสมอ แล้วจะทำให้เขากล้าที่จะออกไปต่อสู้กับโลกความเป็นจริงต่อไปค่ะ”

พี่แหวนบอกว่าหนึ่งในหน้าที่ของผู้หญิงคนหนึ่งที่เกิดมาบนโลกใบนี้ก็คือ ‘การสร้างคน’ ซึ่งกว่าจะดูแลเขาให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนดีมีคุณภาพได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อาจจะเหนื่อยแต่ก็มีความสุขและมีคุณค่า พร้อมกันนี้เธอยังขอเป็นกำลังใจให้กับคุณแม่ทุกคนที่กำลังทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ในเวลานี้ด้วย

ท้ายที่สุดแม่ลูกผูกพันคู่นี้ได้ฝากคำพูดดีๆ ระหว่างกันไว้เตือนความทรงจำอันแสนอบอุ่นในวันนี้ได้อย่างจับใจ

“อยากขอบคุณคุณแม่ที่ช่วยหนูในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องร้าย เรื่องดี และไม่ว่าคุณแม่จะเป็นยังไงหนูก็รักคุณแม่เสมอค่ะ หนูรักแม่เหมือนที่แม่รักหนูทุกวัน” หลังจบประโยคเธอก็หันไปสวมกอดคุณแม่ด้วยความรัก ทำเอาคุณแม่แหวนน้ำตาคลอ ก่อนที่จะเปิดใจลูกสาวต่อไปว่า…

“ลูกก็คือลูก ไม่ว่าเขาจะเป็นยังไงเราก็ยังรักเขา เรารักเขาสุดหัวใจ (น้ำตาคลอ) เราพยายามจะมอบสิ่งที่แม่ควรจะมอบให้ลูกทุกคน นั่นคือการสั่งสอนให้เขาเป็นคนดีสังคม เราอยากให้ลูกคิดดีจากข้างใน และถ้ามีอะไรเกิดขึ้นมาในอนาคต แม่รับได้ทุกเรื่อง ขอให้ลูกตั้งใจทำในสิ่งที่ดีต่อไปนะคะ”

(บทสัมภาษณ์จากนิตยสาร OK! ฉบับที่ 204)

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments